Beef Steak Encyclopedia – ทุกอย่างที่คุณต้องรู้เกี่ยวกับเนื้อวัวสำหรับทำสเต็ก

อัพเดทล่าสุดวันที่ 12 มิย. 2567

เมื่อคุณเริ่มเสิร์ชหาข้อมูลเนื้อ คุณอาจเริ่มรู้สึกว่า

โอ้ย อะไรมันจะเยอะไปหมด ทั้งวากิว (Wagyu) ทั้ง Angus ทั้งโคขุน วัวไทย วัวเทศ BMS MS Marbling Score A4 A5 เต็มไปหมด

ไม่เป็นไรครับ บล็อกนี้จะเป็นไกด์ให้คุณสามารถเลือกซื้อเนื้อได้เหมาะกับรสนิยมของคุณ

เนื้อหาในบล็อกนี้
  1. เนื้อวัวส่วนไหน (Cut ไหน) ที่เหมาะกับการทำสเต็ก
  2. เนื้อไทย เนื้อนอก วากิว แองกัส เลือกอะไรดี
    1. เนื้อวัวไทยเฟรนช์ (Thai-French)
    2. เนื้อวัวไทยวากิว (Thai Wagyu)
    3. เนื้อแองกัสออสเตรเลีย (Australian Angus)
    4. เนื้อแองกัสจากอเมริกา (US Black Angus)
    5. เนื้อวากิวญี่ปุ่น (Japanese Wagyu)
    6. เนื้อวากิวออสเตรเลีย (Australian Wagyu)
  3. สุดยอดเนื้อต้องเป็นเนื้อวากิวญี่ปุ่น A5 (Japanese Wagyu A5) จริงเหรือ?
  4. การแบ่งเกรดเนื้อวัว
    1. BMS – Beef Marbling Standard คืออะไร
    2. การแบ่งเกรดเนื้อระบบญี่ปุ่น
    3. การแบ่งเกรดเนื้อระบบออสเตรเลีย
    4. การแบ่งเกรดเนื้อระบบอเมริกา
    5. การแบ่งเกรดคุณภาพแบบอื่นๆ
  5. เนื้อเกรดเดียวกัน จากคนละฟาร์ม คุณภาพเดียวกันหรือไม่
  6. กินให้อร่อย อาจต้องปล่อยวางเรื่องเกรด
  7. เนื้อในไทย ใครจัดเกรด
  8. แล้วเนื้อแบบไหนถึงจะดีกับการเอามาทำสเต็กที่สุด
  9. แนะนำร้านจำหน่ายเนื้อ

เนื้อวัวส่วนไหน (Cut ไหน) ที่เหมาะกับการทำสเต็ก

เริ่มต้นที่นี่ หากคุณไม่แน่ใจว่าจะกินสเต็กส่วนไหนดี

หากคุณเป็นมือใหม่ หรือต้องการทำสเต็กเพื่อเลี้ยงเพื่อนฝูงและครอบครัว แนะนำให้ใช้เนื้อส่วนหลัก (Primary Cut) เหล่านี้ครับ

  • สันนอก (Striploin)
  • สันแหลม (Ribeye) หรือว่า
  • สันใน (Tenderloin)

เหตุผลที่เนื้อทั้ง 3 ส่วนนี้เหมาะกับมือใหม่เพราะว่าเป็นเนื้อที่กินง่าย รสชาดเป็นที่ถูกปากของคนหมู่มากครับ เรียกได้ว่าเป็น เนื้อมหาชน เลยทีเดียว ย่างขึ้นเป็นสเต็กออกมาแล้วก็ยากที่จะผิดพลาดครับ

ผมอยากจะฝากไว้ตรงนี้หน่อยนึงว่าเนื้อส่วนหลักเหล่านี้ ราคามักจะสูง เพราะเป็นส่วนที่ได้ความนิยมเยอะครับ แต่ที่ต้องเน้นมากๆ เลยก็คือ Tenderloin ซึ่ง ผมมองว่าเป็นเนื้อส่วนที่คนที่เพิ่งหัดกินสเต็กมักจะชอบ เพราะว่านุ่มมาก แล้วก็มันน้อย

แต่อันที่จริง Tenderloin เป็นเนื้อส่วนที่ผมไม่ชอบมากที่สุด เนื่องจาก เป็นเนื้อที่ไม่มีสเน่ห์เลยครับ กลิ่นเนื้อก็ไม่ค่อยมี รสสัมผัสหรือ Texture ก็มักจะร่วนๆ (ยกเว้นเนื้อไทยเฟร้นช์ที่มีกลิ่นและรสสัมผัสเฉพาะตัว หรือเนื้อที่เกรดสูงๆ จริงๆครับ) แถมราคายังสูงกว่าเนื้ออื่นๆ อีกต่างหาก

ส่วนถ้าคุณเป็นมือเก๋าเริ่มต้องการหารสชาดใหม่ๆ หรือแม้แต่มือใหม่ที่รักการผจญภัย ก็ลองทำเนื้อชิ้นใหญ่และหนา หรือเป็นเนื้อส่วนรอง (Secondary Cut) จะสนุกและอร่อยมากเลยครับ อย่างเช่น

  • พิคันย่า (Picanha) หรือที่ร้านขายเนื้อชอบเขียนว่า พิคันน่า หรือปิคาน่า แต่จริงๆ ควรออกเสียงว่า พิคันย่า ครับ
  • โทมาฮอร์ค (Tomahawk) หรือ Ribeye ติดกระดูก
  • Tri tip (ไม่แน่ใจว่าภาษาไทยเรียกว่าอะไร เอาไว้มาอัพเดทนะครับ)

เนื้อไทย เนื้อนอก วากิว แองกัส เลือกอะไรดี

รู้จักความแตกต่างของเนื้อแต่ละชนิด และเปิดใจลอง

ณ จุดนี้ ประเทศไทยมีเนื้อมากมายหลายชนิดที่คุณสามารถหาซื้อได้โดยง่าย ว่ากันว่า เดี๋ยวนี้แทบไม่มีเนื้อชนิดไหนที่คุณจะหาซื้อไม่ได้อีกแล้วครับ

แต่ทางเลือกที่เยอะก็เป็น เหตุแห่งความงงครับ ดังนั้น เรามาไล่ชนิดหลักๆ กันไปทีละชนิดนะครับ

เนื้อวัวไทยเฟรนช์ (Thai-French)

เนื้อไทยเฟรนช์ ที่ดังที่สุดก็จะเป็นไทยเฟรนช์ที่ควบคุมมาตรฐานโดย สหกรณ์ฯ โพนยางคำ จังหวัดสกลนครครับ เป็นเนื้อโคขุนจากวัวไทยเฟรนช์สีแดงสดใส ถือได้ว่าเป็นเนื้อคุณภาพสูงที่ผลิตในประเทศรุ่นแรกๆ ครับ ซึ่งผมเชื่อว่า ส่วนที่ดีต่อใจและดีต่อปากที่สุดของเนื้อไทยเฟรนช์จะเป็นส่วนของสันในครับ เพราะว่ามีความนุ่ม เด้ง และที่สำคัญที่สุดคือมีกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์มากๆ ครับ

ส่วนตัวผมไม่นำเนื้อไทยเฟรนช์มาทำสเต็กแบบฝรั่งที่ย่างแล้วกินเกับเกลือพริกไทย เพื่อลิ้มรสเนื้อจริงๆ ไม่ให้กลิ่นเครื่องปรุงต่างๆ มากลบ

ผมกลับชอบที่จะนำเนื้อไทยเฟรนช์มาทำกับข้าวมากกว่า เช่น เนื้อกระเทียบพริกไทย หรือ ที่ทีเด็ดเลยก็คือ สันในเนื้อไทยเฟรนช์หั่นเต๋าแล้วนำมาคั่วกับพริกชี้ฟ้า กับกระเทียมครับ

เนื้อวัวไทยวากิว (Thai Wagyu)

เนื้อไทยวากิว นี่เริ่มแพร่หลายขึ้นเรื่อยๆ ครับ คุณภาพก็ค่อยๆ ปรับปรุงขึ้น แต่ก็ยังมีปัญหาเรื่องของมาตรฐาน และมีปัญหาเรื่องความคงเส้นคงวาของคุณภาพค่อนข้างมากครับ ซึ่งผมคาดเดาว่าเกิดจากการขาดองค์กรที่เข้ามาควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิดครับ

เหตุนี้ ทำให้เนื้อไทยวากิวมีราคาที่กว้างมากครับ เช่น เนื้อริบอายไทยวากิว มีตั้งแต่กิโลละไม่กี่ร้อยบาทจนถึงกิโลละ 4,000 – 5,000 ครับ

แน่นอนครับว่า “You get what you pay” คือ คุณภาพมาตามราคาครับ อย่าหลงไปเชื่อสินค้าราคาถูกอย่างเดียวนะครับ เสียใจกันมาหลายคนแล้วครับ เนื้อไม่ดีย่างออกมาแข็งเป็นยางเลยครับ

จุดเด่นของเนื้อไทยวากิวก็คือกลิ่น และรสชาดของเนื้อที่อาจจะ “คุ้นลิ้นคนไทย” ซึ่งเนื้อนอกอาจจะไม่มีครับ

ในส่วนนี้ผมว่าเป็นเรื่องของความไม่ชินมากกว่าครับ คือ คนทานสเต็กส่วนมากน่าจะค่อนข้างชินกับกลิ่นเนื้อนำเข้า เพราะที่ผ่านมาเนื้อในประเทศนั้นไม่ได้มีคุณภาพที่เหมาะสมกับการทำมาทำสเต็ก พอช่วงหลังพอได้มีเนื้อไทยที่คุณภาพสูงขึ้นมา นำมาทำสเต็กได้ ก็เลยรู้สึกว่ามีกลิ่น และรสชาดเนื้อที่เนื้อนอกไม่มี เพราะในทางกลับกัน กลิ่นและรสเนื้อของเนื้อนอกก็ไม่มีอยู่ในเนื้อไทยนะครับ

ถามว่าแนะนำเนื้อไทยวากิวมาทำสเต็กไหม? ผมบอกได้เลยครับว่า แนะนำครับ .. ถ้าคุณสู้ราคาไหวครับ คือ เนื้อไทยวากิวราคาไม่ถูกนะครับ ราคาเบียดกันกับเนื้อนอกเลยครับ (บางครั้งแพงกว่าด้วยครับ) และก็ต้องไม่คิดมากถ้าได้เนื้อที่คุณภาพไม่นิ่งนะครับ ประสพการณ์ตรงของผมคือ บางล็อตเนื้อมาดีก็ดีใจหาย บางล็อตมาเนื้อไม่ดีก็… เสียใจครับ รสชาดที่ได้ไม่ตรงลายไขมันครับ

เอาจริงๆ ถ้าคุณต้องการสนับสนุนเกษตรกรไทย หรือชอบกลิ่นและรสเนื้อของไทยวากิว และไม่ติดเรื่องค่าใช้จ่าย ลุยเลยครับ ไทยวากิวจะได้มีแรงพัฒนา และอีกหน่อยเราจะได้มีเนื้อไทยดีๆ มากินกันครับ

แต่ไม่อย่างนั้น ผมแนะนำเนื้อนอก (โดยเฉพาะเนื้อนำเข้าจากออสเตรเลีย) เพราะว่า เดี๋ยวนี้ราคาไม่แพงอย่างที่คิด คุณภาพคงที่ และหาซื้อได้ไม่ยากครับ

เนื้อแองกัสออสเตรเลีย (Australian Angus)

โดยภาพรวมแล้วประเทศออสเตรเลียเป็นประเทศที่เหมาะกับการเลี้ยงวัวเนื้อมากๆครับ เพราะว่ามีพื้นที่ที่กว้างใหญ่ มีสภาพภูมิอากาศที่เหมาะสม และธรรมชาติยังมีความสะอาดอยู่มาก ทำให้การเลี้ยงวัวในประเทศออสเตรเลียนั้นมีประสิทธิภาพมากๆครับ

สำหรับวัวสายพันธุ์แองกัส (Angus) นั้น เป็นพันธุ์ที่มาจากทางยุโรป ซึ่งนิยมกินเนื้อที่ค่อนข้างลีน (ไขมันแทรกไม่มาก)* ดังนั้น เนื้อวัวแองกัสจึงมีจุดเด่นที่รสเนื้อที่ชัดเจน มีความแน่นของเนื้อสูง

ถ้าคุณชอบเนื้อที่หนักแน่น กลิ่นชัด และไขมันไม่เยอะ ก็ต้องแองกัสเลยครับ

*Rare item ก็มีนะครับ ผมเคยลอง Black Angus MS 5+ ครับ ครบเครื่องมากๆ ทั้งหอมเนื้อ ลายไขมันสวยงาม มีความนุ่มและละลาย โดยไม่ทิ้งความเข้มข้นของเนื้อ อันนี้ต้องลองสอบถามร้านที่ไว้ใจได้ดูะครับ

เนื้อแองกัสจากอเมริกา (US Black Angus)

อีกหนึ่งแองกัสที่ได้รับความนิยมพอสมควรก็คือ US Angus นี่ล่ะครับ รสชาดเข้ม เนื้อแน่น มันแทรกไม่มาก ตามสไตล์แองกัส แต่ถ้าคุณถามว่า อ่าว แล้วมันต่างกับแองกัสออสเตรเลียยังไง ก็คือ กลิ่น และสัมผัสของเนื้อต่างกันครับ เกิดจากการเลี้ยงดู อาหาร ภูมิอากาศที่ต่างกันครับ

อย่างเช่น วัวแองกัสในประเทศอเมริกามักจะได้กินอาหารเป็นข้าวโพดครับ (Corn-fed) ในขณะที่แองกัสในออสเตรเลียมักจะกินหญ้าตามธรรมชาติก่อน แล้วมาขุนด้วยธัญพืชช่วงสุดท้าย (Grain-fed) ครับ

โดยมากคุณมักจะเจอเนื้อแองกัสจากอเมริกา (US Black Angus) ตามร้านอาหารมากกว่าที่จะเจอตาม Supermarket หรือร้านออนไลน์ทั่วไป เพราะว่าเนื้อแองกัสจากอเมริกา (US Black Angus) มีราคาค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับเนื้ออื่นๆ ครับ

เหตุผลหลักๆ ที่ทำให้ราคาสูงก็มักจะมาจากค่าขนส่งครับ

ดังนั้น ถ้าคุณตกหลุมรักรสชาดเนื้อแองกัสจากอเมริกา (US Black Angus) ก็ต้องทำใจนิดครับ ว่าจะหาซื้อไม่ง่าย และราคาไม่ถูกครับ

เนื้อวากิวญี่ปุ่น (Japanese Wagyu)

วากิว หรือ วะกิว เป็นภาษาญี่ปุ่น แปลตรงตัวว่า วัวญี่ปุ่น ครับ โดย วะ แปลว่า ญี่ปุ่น และ กิว แปลว่า วัว

คำว่า วากิว ทุกวันนี้ถูกใช้เรียกวัวญี่ปุ่นสายพันธุ์พิเศษที่เป็นสีดำหลักๆ อยู่ 3 สายพันธุ์ครับ คือ Tajiri or Tajima, Fujiyoshi (Shimane) แล้วก็ Kedaka (Tottori) ซึ่งวัวสายพันธุ์เหล่านี้ รัฐบาลญี่ปุ่นถือว่าเป็นสมบัติของชาติเลยครับ การเพาะพันธ์ุและเลี้ยงวัววากิวในญี่ปุ่นจึงมีความเข้มงวดมากๆ ครับ

จริงๆ แล้ว ดั้งเดิม วัววากิว เหล่านี้ เป็นวัวใช้แรงงานเพื่อการเกษตรครับ เกษตรกรชาวญี่ปุ่นเค้าจึงเลือกวัวที่มีความอดทนสูงเป็นหลัก ทีนี้ การคัดเลือกวัวที่มีความอดทนสูงกลายเป็นการส่งเสริมให้วัวเหล่านี้มี ไขมันแทรกในกล้ามเนื้อ (Intra-muscular fat) หรือที่เรียกว่า ลายหินอ่อน (marbling) เยอะครับ

เพราะอะไรน่ะเหรอครับ? ก็เพราะว่าไขมันแทรกในกล้ามเนื้อเหล่านี้เป็นแหล่งพลังงานชั้นดีที่ทำให้วัววากิวมีความอดทนสูงครับ (ทำให้เหมาะกับการใช้แรงงานเกษตร)

จุดนี้ก็เหมือนเป็นจุดพลิกผันครับ จากที่เป็นวัวใช้แรงงาน ก็กลายเป็นวัวเนื้อไปครับ พอคนญี่ปุ่นพบว่ารสชาดเนื้อดี นุ่มนวล จึงทำการพัฒนาพันธุ์ต่อมาจนถึงปัจจุบันนี้

แต่คำถามที่สำคัญกว่า ประวัติศาสตร์และวิธีเลี้ยงน่าจะเป็น แล้วเนื้อวากิวญี่ปุ่น อร่อยหรือไม่ รสชาดเป็นยังไง แล้วพิเศษยังไงครับ

คำตอบสั้นๆ อร่อยครับ กลิ่นเนื้ออาจไม่แรงเท่าพวก Angus แต่เนื้อนุ่ม และไขมันแทรกของเนื้อวากิวนั้นจะมีความอ่อนนุ่ม แบบแค่เอามือจับก็อ่อนละลายแล้วครับ เนื้อญี่ปุ่นจากบางเมืองมีไขมันที่หวานอีกด้วยครับ

ถ้าใครที่ยังไม่เคยทานเนื้อวากิว แนะนำว่าต้องลองครับ

เนื้อวากิวออสเตรเลีย (Australian Wagyu)

Australian Wagyu หรือเนื้อวากิวออสเตรเลีย นี่เป็นเนื้อที่ผมชอบที่สุดเลยครับ เพราะว่าค่อนข้างมีความพอเหมาะพอดีระหว่างไขมันแทรกกับรสชาดของเนื้อที่ผสานกันได้อย่างดี และยังมีเกรดให้กินอย่างหลากหลายครับ เรียกได้ว่าครบเครื่อง

ที่สำคัญที่สุด คือ ราคาเข้าถึงได้ครับ เพราะว่าออสเตรเลียอยู่ใกล้กับไทย ทำให้ค่าขนส่งไม่แพงมาก (โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับเนื้อที่ส่งมาจากอเมริกาครับ)

ในอดีตประเทศญี่ปุ่นไม่ปล่อยให้สายพันธุ์วัวที่ให้เนื้อที่มีไขมันแทรกเหล่านี้ออกจากประเทศเลยครับ จนมาภายหลังมีการยอมให้ส่งออกมาได้ จึงทำให้ประเทศต่างๆ มีการนำเอาวัวพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์เหล่านี้ไปขยายพันธุ์และพัฒนาต่อยอดไปไกลครับ

จนปัจจุบัน ผมมองว่า เนื้อวากิวออสเตรเลีย (Australian Wagyu) นี่เหมือนหนึ่งเป็นอีกสายพันธุ์นึงเลยด้วยซ้ำ ด้วยความที่มีกลิ่นและรสชาดที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเองไปเรียบร้อยแล้ว แต่ที่ยังอ้างอิงว่าเป็นเนื้อวากิว ก็น่าจะเป็นเหตุผลทางการตลาดมากกว่าครับ (เพราะพอบอกว่าเป็นวากิว.. ราคาก็สูงขึ้นมาเลยครับ ในตลาดมีร้านค้าหลายแห่งที่เอาเนื้อไม่มีคุณภาพมาอ้างว่าเป็นวากิวแล้วขายกันเยอะทีเดียวครับ)

สุดยอดเนื้อต้องเป็นเนื้อวากิวญี่ปุ่น A5 (Japanese Wagyu A5) จริงเหรือ?

ถ้าคุณกินเนื้อมาซักพัก คุณน่าจะเคยได้ยินคำว่า Japanese Wagyu A5

ในสื่อหลักๆ มักจะยกย่องให้เนื้อวากิวญี่ปุ่น (Japanese Wagyu) เป็นสุดยอดแห่งเนื้อวัว โดยเฉพาะเนื้อวากิวญี่ปุ่น (Japanese Wagyu) ที่ได้เกรด A5 ครับ เนื่องจากปริมาณไขมันแทรกที่เยอะมาก (ไขมันพอๆ กับ หรือมากกว่าเนื้อ) และความละลายในปาก ที่แค่คุณเอาลิ้นดุน สเต็กที่ทำจากเนื้อวากิวญี่ปุ่น A5 ก็ละลายแล้วครับ

ถ้าคุณซื้อเนื้อวากิวญี่ปุ่น A5 มาทำสเต็กกินเอง แค่คุณแกะเนื้อออกจากตู้เย็นแล้วเอามือจับ ไขมันละลายออกมาแล้วครับ คล้ายๆ เวลาจับเนยเลยครับ

ชื่อเสียง และตำนานวิธีการเลี้ยงวัววากิวญี่ปุ่น (ที่บอกว่า ให้วัวฟังเพลง ให้คนนวดทุกวัน แถมให้กินเบียร์อีกต่างหาก) ทำให้ราคาของเนื้อวากิวญี่ปุ่น (Japanese Wagyu) สูงปรี้ดตามไปเช่นกันครับ

แต่เอาจริงๆ เนื้อวากิวญี่ปุ่น A5 ไม่เหมาะกับการทำเป็นสเต็กกินครับ เพราะไขมันเยอะไป อันนี้ความเห็นส่วนตัวนะครับ ผมกินแล้วเลี่ยนไปครับ แถมร้านที่นำเข้าเนื้อวากิวญี่ปุ่น A5 ก็ชอบตัดเนื้อบางๆ อีกด้วย ในขณะที่ผมเป็นคนชอบกินเนื้อหนาๆ ครับ

วัววากิวญี่ปุ่นก็ตัวใหญ่กว่าวัววากิวที่อื่นๆ เยอะครับ เพราะว่าอายุเฉลี่ยจะมากกว่าวัววากิวออสเตรเลียและที่อื่นๆ ทำให้เนื้อแต่ละส่วนใหญ่มาก มีหน้าตัดที่กว้าง เป็นผลให้เนื้อที่ตัดเป็นสเต็กมักจะตัดบางๆ เช่น 1.5 – 2 ซม.ครับ เพราะแค่บางๆ แบบนี้ยังชิ้นนึง 3-400 กรัมเลยครับ ถ้าตัดหนาแบบ 1.5 นิ้ว หรือ 2 นิ้วมีหวังชิ้นนึงหนักเป็นกิโลครับ (และไม่อยากคิดถึงราคาค่าเนื้อที่จะตามมาครับ)

กลับมาเรื่องไขมันแทรกที่มีเยอะเกินไปสำหรับการทำเป็นสเต็ก ขอย้ำว่า เยอะเกินไปเฉพาะสำหรับการทำเป็นสเต็ก นะครับ

ตรงนี้ต้องเข้าใจกันก่อนว่า ทำไมคนญี่ปุ่นเค้าถึงพัฒนาเนื้อวัวของเค้าให้มันแทรกเยอะระดับนี้ ลองคิดถึงวิธีกินเนื้อของคนญี่ปุ่นครับ … ใช่ครับ เค้าตัดชิ้นบางๆแล้วลวกกินในชาบูชาบู ซึ่งมีผัก และอื่นๆ มากมายมาตัดเลี่ยนครับ หรือกินเป็นซูชิกับข้าวญี่ปุ่นที่หุงแบบมีความหวานอมเปรี้ยว

แม้แต่การกินเนื้อล้วนๆ ที่เป็นสเต็กแบบญี่ปุ่นเค้าก็กินกันชิ้นจิ๋วๆ ครับ แบบ 100-150 กรัม

ดังนั้น การมีไขมันแทรกเยอะก็เลยเหมาะเหม็งกับวัฒนธรรมการกินของญี่ปุ่นครับ… แต่ไม่ใช่สเต็กสไตล์ฝรั่งตะวันตกครับ

การแบ่งเกรดเนื้อวัว

รู้จักเกรดของเนื้อ จะได้เลือกซื้อเนื้อได้ง่ายขึ้น

ในโลกใบนี้มีการแบ่งเกรดเนื้อที่หลากหลายมาก แต่ที่ยอมรับนับถือกันในสากลก็จะมี grading system 3 ระบบ จาก 3 ประเทศครับ

  • ระบบญี่ปุ่น (JMGA: A1-A5)
  • ระบบออสเตรเลีย (AUS-MEAT: Marble Score, MS)
  • ระบบอเมริกา (USDA: Grading)

BMS – Beef Marbling Standard คืออะไร

BMS หรือ Beef Marbling Standard เป็นเกณฑ์ที่แพร่หลายที่สุดสำหรับใช้วัดปริมาณไขมันที่แทรกอยู่ในเนื้อวัว ที่พัฒนาโดย Japan Meat Grading Authority (JMGA) ครับ

โดยระบบนี้จะวัดกันที่ BMS no. 0 ถึง BMS no. 12 ครับ  โดย 0 = ไม่มีไขมันแทรกเลย ไปถึง 12 = มีไขมันแทรกในเนื้อเยอะมากกว่า 50% (จนผมอยากเรียกว่ามีเนื้อแทรกไขมันมากกว่าครับ)

ซึ่งจริงๆ แล้วเกณฑ์การวัดนี้ จะมีรายละเอียดอีกมากครับ แต่เพื่อความง่ายในความเข้าใจ เรามองไปที่เรื่องของลายไขมันเป็นหลักครับ

อีกหนึ่งอย่างที่ผมอยากจะแตะก็คือ เวลาที่ร้านขายเนื้อหรือร้านอาหารเค้าอ้างอิงถึง Marbling Score เค้าอาจจะไม่ได้หมายถึง BMS (Beef Marbling Standard) ก็ได้ครับ เพราะการหน่วยการวัดปริมาณไขมันแทรกของแต่ละประเทศนั้นแตกต่างกัน (แต่ใช้ชื่อคล้ายกัน) มีช่วงของประมาณไขมันที่แตกต่างกัน ตามแต่เป้าประสงค์ของแต่ละประเทศครับ โดยเค้าอาจจะใช้ตัวย่ออื่นๆ เช่น MS, MBS, M, SB เป็นต้นครับ

การแบ่งเกรดเนื้อระบบญี่ปุ่น

การแบ่งเกรดเนื้อระบบญี่ปุ่น โดย Japan Meat Grading Association (JMGA) จะมองไปที่ 2 ปัจจัยหลักครับ คือ

  • ความสามารถในการให้ผลผลิต (Yield Grade)
    พูดง่ายๆ คือ วัวตัวนึงสามารถนำเนื้อมาจำหน่ายได้จริงมากหรือน้อยแค่ไหน แบ่งเป็น 3 ระดับ ตั้งแต่ A ถึง C โดยที่เกรด A คือ มากที่สุด ไปถึงเกรด C คือ น้อยที่สุด
  • คุณภาพเนื้อ (Meat Quality Score)
    ซึ่งมีการวัดหลายมิติ โดยหนึ่งในนั้น คือ ปริมาณไขมันแทรก โดยจะแบ่งเป็น 5 ระดับ คือ 1 – 5 โดย 1 คือมีลายไขมันแทรกน้อยที่สุด และ 5 คือมีลายไขมันมากที่สุด

สำหรับเกรดเนื้อวากิวญี่ปุ่นที่จำหน่ายในประเทศไทยส่วนมากจะเป็น A4 และ A5 ครับ

การแบ่งเกรดเนื้อระบบออสเตรเลีย

เมื่อก่อนไม่นานนี้ ประเทศออสเตรเลียใช้มาตรฐานแบ่งเกรดที่เรียกว่า AUS-MEAT ครับ แบ่งเป็นระดับเป็น Marbling Score no. 0-9 ที่ดูคล้ายกันมากกับระบบ BMS – Beef Marbling Standard เลยครับ ทำให้คนเข้าใจผิดกันเยอะมาก แทบจะทั่วทั้งอินเตอร์เน็ต รวมถึงมืออาชีพในวงการอาหารก็ไม่เว้น เพราะพอตัวเลขเหมือนกันก็มักจะคิดเอาเองว่ามีปริมาณไขมันแทรกเท่าๆ กัน

เข้าใจผิดกันแบบนี้ครับ

  • AUS-MEAT no. 3 (MS 3) เท่ากับ BMS 3
  • AUS-MEAT no. 4 (MS 4) เท่ากับ BMS 4
  • AUS-MEAT no. 5 (MS 5) เท่ากับ BMS 5

แต่ในความเป็นจริงแล้ว ปริมาณไขมันแทรกของระบบญี่ปุ่นนั้นถูกนิยามไว้สูงกว่าระบบของออสเตรเลียมากครับ เกรด A3 ของญี่ปุ่นจึงมีปริมาณไขมันแทรกใกล้เคียงกับเกรดสูงๆ ของฝั่งออสเตรเลียครับ

ตารางเปรียบเทียบการแบ่งเกรดเนื้อของแต่ละประเทศ
ตารางเปรียบเทียบการแบ่งเกรดเนื้อของแต่ละประเทศ

อย่างไรก็ดี ปัจจุบันนี้ประเทศออสเตรเลียได้พัฒนาระบบใหม่ที่เรียกว่า MSA – Meat Standard Australia ซึ่งส่วนตัวผมมองว่าเป็นระบบที่เจ๋งมากๆ (และหลายคนมองว่านี่เป็นระบบที่ดีที่สุดในโลก!) … แม้ว่าตอนนี้จะยังไม่ค่อยเป็นที่แพร่ หลายเท่าที่ควรก็ตาม

MSA ช่วยให้คุณไม่ต้องเดาอีกต่อไปว่าเนื้อวัวที่คุณซื้อมาจะดีหรือไม่ดี และเหมาะกับการนำไปทำอาหารแบบไหน

คุณจะสามารถรู้ได้เลยว่าเนื้อวัวถูกบรรจุวันที่เท่าไหร่ และเมื่อเก็บในอุญหภูมิเหมาะสม เนื้อจะมีคุณภาพระดับไหน ในอีกที่วันข้างหน้า!

แต่ก็.. น่าเสียดายที่ร้านค้าเนื้อ หรือแม้แต่ตัวแทนนำเข้าก็ยังไม่รู้ หรือยังไม่มีความเข้าใจในเรื่องของ MSA ดีพอ ทำให้เวลาสอบถามไปที่ร้านขายเนื้อก็มักจะได้รับคำตอบแค่ว่า เนื้อส่วนนี้ได้รับรองคุณภาพจาก MSA ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้ว มันมีอะไรเยอะกว่านั้นอีกมากครับ

สรุปคือ ส่วนมากตอนนี้ เนื้อนำเข้าจากออสเตรเลียส่วนมาก 90% ก็ยังอิงมาตรฐานเดิมคือ AUS-MEAT ครับ ก็หวังว่าในอนาคตอันใกล้นี้เราจะได้ข้อมูลของ MSA จากร้านขายเนื้อมากขึ้นครับ

การแบ่งเกรดเนื้อระบบอเมริกา

สำหรับที่อเมริกานั้น ใช้มาตรฐานที่กำหนดโดยกระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกา United States Department of Agriculture หรือเรียกย่อๆ ว่า USDA ครับ

โดย USDA เค้าจะแบ่งเนื้อออกเป็นทั้งหมด 8 เกรดครับ แต่ๆๆๆ เนื้อที่นำมาจำหน่ายให้กับผู้บริโภคแบบ end consumer จริงๆ จะมี 3 เกรดครับ ได้แก่

  • USDA Prime เป็นเกรดสูงสุด มักจะใช้ในโรงแรม หรือร้านอาหารไฮเอ็นครับ มีความฉ่ำ ความดี มันแทรกเพียงพอ (abundant)
  • USDA Choice เป็นเกรดที่รองลงมา มักใช้ในร้านอาหารทั่วไป หรือร้านอาหารที่เป็น Chain ครับ
  • USAD Select เป็นเกรดที่ส่วนมาจะจำหน่ายตาม Supermarket ทั่วไปครับ เนื้อจะ lean มันแทรกแทบไม่มีครับ

ถามว่าทำไมเกรดอื่นๆ ไม่เอามาจำหน่าย? ตอบง่ายๆ ครับว่าเกรดอื่นๆ ที่ต่ำกว่านี้ ถ้าไม่เอาไปแปรรูปก่อนให้เป็นไส้กรอก หรือเนื้อเบอร์เกอร์ ก็.. กินแทบไม่ได้นะครับ เพราะว่าคุณภาพ “แหลกม่ายลง” ครับ

การแบ่งเกรดของอเมริกานี่ก็จะสะท้อนวัฒนาธรรมการกินของชาวอเมริกันนะครับ คือคนอเมริกันชอบกินสเต็กชิ้นใหญ่ๆ ดังนั้น ถ้าไขมันแทรกมากเกินไป เหมือนพวกวากิวญี่ปุ่น A5 ก็จะกินไม่ไหวครับ ความเลี่ยนเยอะเกิน

ดังนั้น ระบบการแบ่งเกรดของอเมริกาจึงมุ่งไปที่ความนุ่ม ความฉ่ำ และกลิ่นของเนื้อมากกว่าปริมาณไขมันแทรก หรือลายหินอ่อน (Marbling) ครับ

USDA Prime ที่เป็นเกรดสูงสุดจึงมีปริมาณไขมันแทรกเทียบเท่ากับ ระบบ AUS-MEAT No. ประมาณ 4-5 ครับ ซึ่งส่วนตัวผมมองว่า MS 4-5 หรือเกินกว่านั้นนิดหน่อย เวลาเอามาย่างเป็นสเต็กกำลังกินอร่อยครับ

แล้วถ้าถามว่า แล้วเวลา MS 6 ขึ้นไปจำหน่ายในอเมริกา จะถูกเรียกว่าอะไร คำตอบก็คือ USDA Prime อยู่ดีครับ คือพูดง่ายๆ คือ MS ที่ประมาณ​ 4-5 หรือสูงกว่าก็จะถูกจัดว่าเป็น USDA Prime ครับ

การแบ่งเกรดคุณภาพแบบอื่นๆ

ในบางครั้ง คุณอาจจะเคยเห็นเกรดแบบอื่นๆ (ที่ไม่ได้เป็นทางการ) โดยเฉพาะเนื้อแองกัสที่ร้านอาหารและผู้นำเข้ามักจะทำเหมือนหนึ่งว่า แบ่งเกรดโดยจำนวนวันที่ขุนวัวด้วยธัญพืช (Grain fed) ก่อนนำไปจำหน่ายครับ อย่างเช่น

  • Australian Angus Grain fed 120 days
  • Australian Angus Grain fed 150 days
  • Australian Angus Grain fed 200 days
  • Australian Angus Grain fed 300 days

*คำว่า Grain fed 120 days บางร้านเขียนเป็น GF 120 days นะครับ เวลาเห็น GF จะได้ไม่งงว่าหมายถึง Grain fed ครับ

ที่นี้ อยากให้ชัดเจนว่า เรื่อง Grain fed นี่มันไม่ใช่มาตรฐานครับ ไม่ได้บอกอะไรมากไปกว่าวัวถูกขุนกี่วันครับ ไม่เกี่ยวกันคุณภาพทั้งสิ้น ถ้าพันธุ์วัวไม่ดี การเลี้ยงดูไม่ดี ส่วนผสมของธัญพืชไม่เหมาะสม ต่อให้ขุนนานๆ เนื้อก็ออกมาไม่อร่อยก็ได้ครับ

อ่ะแต่ว่า เพื่อให้เป็นการง่าย คิดแบบนี้ก็พอได้ในเวลาที่เลือกซื้อเนื้อครับ คือ โดยทั่วไป ยิ่งขุนนาน ก็ยิ่งคุณภาพสูงครับ ดังนั้น GF 300 days ก็จะราคาสูงกว่า และมักจะคุณภาพสูงกว่า GF 200 days แบบที่กินแล้ว คุณรู้สึกได้ชัดเจนครับ แต่ถ้าเทียบระหว่าง GF 120 กับ 150 นี่อาจหาความแตกต่างยากหน่อยครับ

เนื้อเกรดเดียวกัน จากคนละฟาร์ม คุณภาพเดียวกันหรือไม่

คุณภาพความอร่อยของเนื้อวัว มีมากกว่าแค่เกรด

ตอบสั้นๆ ว่า ไม่ ครับ

การแบ่งเกรดเนื้อก็เหมือนการแบ่งเกรดโรงแรมครับ โรงแรม 4 ดาว เหมือนกัน คุณภาพ และบริการ ก็ไม่เท่ากัน

และที่ยิ่งไปกว่านั้นคือ สไตล์ของโรงแรมก็ต่างกัน แม้ว่าจะเป็น 4 ดาวเหมือนกันครับ

เนื้อก็เช่นเดียวกันครับ วากิวเหมือนกัน เกรด A4 เหมือนกัน แต่มาจากฟาร์มที่ต่างกัน ก็มีคุณภาพและรสชาดที่ต่างกันครับ

ขึ้นอยู่กับคุณชอบสไตล์ไหนครับ

แต่ละฟาร์มใช้สายพันธุ์วัวที่ไม่เหมือนกัน (แองกัสเหมือนกัน แต่พ่อพันธุ์คนละตัวก็ต่างแล้วครับ) มีวิธีการเลี้ยงดูที่ต่างกัน สิ่งแวดล้อม และหญ้า น้ำ รวมถึงอาหารการกินที่ต่างกัน ก็ทำให้วัวโตขึ้นมาแล้วมีสไตล์ หรือลักษณะเฉพาะ เช่น กลิ่น รสสัมผัส ที่แตกต่างกันครับ

กินให้อร่อย อาจต้องปล่อยวางเรื่องเกรด

เชื่อในการรับรสของคุณ แล้วทดลองกินเนื้อใหม่ๆ

ถ้าเกรดไม่ใช่ทุกอย่าง แล้วคุณจะทำยังไงดี

อย่างแรกเลยครับ อย่าติดกับดักของการแบ่งเกรด เพราะรสชาดและความอร่อยที่เรารับรู้ได้จริงๆ เวลากินมันอยู่ที่ตัวเรา

เปิดใจให้กับเนื้อหลายๆ แบบ ลองสั่งเนื้อเกรดเดียวกันจากหลายฟาร์มมากินเปรียบเทียบกัน แล้วคุณก็จะเข้าใจในสิ่งที่ผมพูด (เขียน)

คุณอาจเคยมองว่า เนื้อร้านนี้แพง เนื้อร้านนี้ถูก เพราะทั้งสองร้านจำหน่ายเนื้อเกรดเดียวกัน

แต่เกรดเดียวกัน ไม่ได้หมายความว่าเนื้อเหมือนกัน 100% คุณต้องลอง จึงจะรู้ว่าเนื้อนั้น ถูกปากและถูกใจคุณหรือไม่

ใช้ความรู้สึกของคุณ ในการตัดสินคุณภาพของเนื้อที่คุณทานครับ เพราะความอร่อยนั้น อยู่ที่ตัวคุณคนเดียว ไม่ได้อยู่ที่ระบบการแบ่งเกรดไหนทั้งสิ้น

แต่ผมก็เข้าใจได้ครับ ว่าถ้าคุณกำลังจะเริ่มมองหาเนื้อใหม่ๆ มาทดลอง คุณอาจไม่แน่ใจว่าจะเริ่มที่ไหนดี

ผมแนะนำว่า คุณต้องลองคุยกับร้านเนื้อที่รู้จริง รู้ว่าเนื้อที่เค้าขายมาจากไหน ร้านที่ไม่ได้ขายแค่เนื้อ แต่เป็นคนที่ชอบกินเนื้อเหมือนกับคุณ จริงๆ คุยแป๊บเดียวก็รู้แล้วครับ

หนีให้ไกลจากร้านที่คนขายบอกหรือพูดทำนองว่า เกรดเดียวกันก็เหมือนกันหมด นั่นหมายความว่า เค้าก็จะเสาะหาเนื้อเกรดนั้นๆ ที่ต้นทุนต่ำที่สุดโดยที่อาจไม่ได้มองถึงสิ่งอื่นๆ เลย

ถ้าไม่รู้จะเริ่มตรงไหน ผมแนะนำร้าน Meat The Dealer ครับ รู้ลึก รู้จริง อะไรที่ไม่รู้ก็บอกไม่รู้ครับ ไม่ตอบมั่วๆ ครับ

เนื้อในไทย ใครจัดเกรด

ความจริงที่หลายๆคน ไม่บอกคุณ

เรื่องของการจัดเกรดนี่จริงๆ แล้วแต่ละระบบการแบ่งเกรดมีหลักการค่อนข้างชัดเจนครับ แต่ว่า ก็มักจะจบโดยใช้สายตาและประสพการ์ณของผู้ตรวจสอบครับ

ในประเทศที่เป็นผู้ผลิตขนาดใหญ่ เช่น ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย หรือ อเมริกา เค้าจะมีมืออาชีพและขั้นตอนมาตรฐานการให้คะแนนอย่างจริงจัง และมีองค์กรมาควบคุมคุณภาพอีกที จึงทำให้เนื้อที่มาจากประเทศเหล่านี้มักมีการแบ่งเกรดที่ค่อนข้างชัดเจน และมีมาตรฐานคงที่

ในระยะหลังมีการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย เช่น การนำกล้องดิจิตอลและระบบ Cloud ทำให้เกิดการโปร่งใส และการชี้วัดเกรดที่เป็นมาตรฐานยิ่งกว่าเดิม

สำหรับในประเทศไทยเองก็มีการกำหนดมาตรฐานครับ (ลิ้งเดิมของเอกสารมาจากที่นี่) โดยน่าจะน่าจะอ้างอิงจากมาตรฐาน USDA ของประเทศอเมริกาที่ผมเขียนไว้ด้านบนครับ

ปัญหาของมาตรฐานเนื้อในประเทศไทยคือ

  • หลายๆฟาร์ม และร้านค้าไม่ทราบว่ามีมาตรฐานนี้
  • หรือถ้าทราบ ก็ไม่มีการใช้มาตรฐานนี้ในทางปฏิบัติครับ
  • ฟาร์ม และร้านค้าจำนวนมาก อ้างอิงคุณภาพของเนื้อที่ขายด้วยการจัดเกรดและตั้งชื่อกันเอง เช่น ไทยวากิวพรีเมี่ยม ไทยวากิวซุปเปอร์ โดยที่ไม่ได้เป็นไปตามประกาศ ซึ่งผมมองว่า ร้านค้ามีสิทธิตั้งชื่อสินค้าของตัวเอง แต่ผู้บริโภคต้องระมัดระวังในการซื้อนะครับ เพราะชื่อสินค้าที่ตั้งขึ้น ไม่ได้เป็นการยืนยันถึงคุณภาพและมาตรฐานที่กฎหมายไทยกำหนดไว้ หรือมีการอิงกับมาตรฐานสากลครับ

ยิ่งไปกว่านั้น หลายซุปเปอร์มาร์เก็ตที่ให้พนักงานจัดเกรดกันเองโดยที่ (ผมว่า) ก็มีความมั่วอยู่เยอะครับ บางที่รับเนื้อนอกมาเป็น MS 3 แล้วมาดูว่าชิ้นไหนดูดีหน่อยก็มาตีเป็น MS 5+ ก็มี

พ่อค้าเนื้อในไทยบางเจ้าก็จะมีอ้างเกรดญี่ปุ่น เช่น A4 หรือ A5 หรือหนักๆ ก็มีไปถึง A8 A9 เลยครับ ทะลุไปเลย ทั้งๆ ที่สูงสุดของเกรดญี่ปุ่นเค้าคือ A5 ครับ

ผมคิดว่าคงต้องใช้เวลาอีกซักพักกว่าที่ทุกอย่างในประเทศไทยจะลงตัว ซึ่งผมก็เริ่มเห็นร้านขายเนื้อดีๆ เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ครับ

อย่างไรก็ตาม ในเบื้องต้น ผมแนะนำสั่งเนื้อจากร้านที่นำเข้าเนื้อที่ถูกจัดเกรดมาจากฟาร์มที่ได้มาตรฐานจากออสเตรเลีย ไม่ก็ญี่ปุ่นครับ พยายามเลี่ยงร้านที่จัดอันดับเองครับ

แล้วเนื้อแบบไหนถึงจะดีกับการเอามาทำสเต็กที่สุด

การกินเนื้อก็เหมือนการเดินทาง คุณคงไม่ได้อยากไปเที่ยวที่เดียวตลอด

อันนี้ถ้าตอบกว้างๆ ก็ต้องบอกว่าแล้วแต่ความชอบครับ ถ้าเป็นส่วนตัวผมชอบกลิ่น เนื้อสัมผัส (texture) และความนุ่มของเนื้อวากิวออสเตรเลียครับ ที่ชอบมากๆ ก็จะเป็น cut แบบ Ribeye, Picanha, Striploin หรือไม่ก็เป็น Tomahawk ที่ MS 4/5 ครับ หรืออย่างมากๆ ก็ไม่เกิน MS 6/7 ครับ คือสำหรับถ้ามันแทรกมากกว่านี้แล้วผมว่ามันเลี่ยนไปครับ เพราะผมชอบกินแบบสเต็ก คือ กินทีละ 300-350 กรัมครับ

แต่ถ้าให้กินแบบญี่ปุ่น คือ กินชิ้นเล็กๆ แบนๆ แล้วก็กินกับข้าวญี่ปุ่น แบบนี้มันแทรกเยอะๆ ได้ครับ เพราะมีข้าวมาตัดให้หายเลี่ยนครับ ส่วนตัวถ้าเลือกได้ ผมใช้เนื้อวากิวญี่ปุ่นราวๆ A3 ครับ เพราะสำหรับผม ไขมันแทรกระกับนี้ผมก็พอแล้วครับ

สรุปคือ ถ้าคุณเป็นคนชอบกินเนื้อสเต็กที่ rich มีไขมันแทรก แต่ยังทานได้เยอะ เลือกเนื้อวากิวออสเตรเลีย (Wagyu) ครับ ระดับของมันแทรก MS 4/5 เป็นจุดเริ่มต้นครับ

แต่ถ้าคุณชอบเนื้อเน้นๆ ไม่ต้องมันแทรกเยอะ รสชาดและกลิ่นเนื้อแน่นๆ ก็เลือกเป็น Angus ได้เลยครับ

แนะนำร้านจำหน่ายเนื้อ

ไม่ใช่แค่ขาย แต่ต้องเป็นที่ปรึกษาได้ด้วย

ปัจจัยที่สำคัญที่สุดสำหรับผมในการเลือกร้านขายเนื้อคือ ความรู้ของผู้ขาย ครับ ดังนั้น ถ้าคุณกำลังหาร้านขายเนื้อที่ราคาถูกที่สุด รับรองว่าไม่ใช่ร้านด้านล่างนี้ครับ แต่ถ้าคุณอยากได้เนื้อที่คุณภาพดี สมราคา และได้รับการแนะนำที่ดี ทำให้คุณเลือกเนื้อที่เหมาะกับมื้ออาหารของคุณ ผมมั่นใจว่าร้านด้านล่างนี้ ไม่ทำให้คุณผิดหวังครับ

เนื้อวัวไทยเฟรนช์: ผมแนะนำสหกรณ์ฯโพนยางคำสุขุมวิทเลยครับ Butcher แนะนำดีครับ ตรงไปตรงมา (หลังๆ ผมไม่ค่อยได้ไป แต่ได้ยินว่าเริ่มมีปัญหาเรื่องงานบริการครับ ถ้าใครไปแล้วมีประสพการณ์ยังไง ฝากทักมาที่ FB Inbox หน่อยนะครับ)

เนื้อวัวไทยวากิว: พูดตรงๆ ผมไม่รู้จะแนะนำที่ไหนเลยครับ ยังไม่เจอร้านที่โดนๆ ครับ ถ้ามีที่ไหนดีๆ ก็มาแนะนำผมได้ที่คอมเม้นต์ด้านล่างหรือ โพสบน timeline ของเพจ Meat with Ray ได้นะครับ ขอบคุณครับ

เนื้อวัวแองกัสออสเตรเลีย: ผมแนะนำ Meat The Dealer เลยครับ เป็นร้านจำหน่ายเนื้อนำเข้าออนไลน์ ความรู้เยอะ แนะนำดี บริการดี

เนื้อวัวแองกัสจากอเมริกา: ผมแนะนำ Meat The Dealer เช่นกันครับ

เนื้อวัววากิวญี่ปุ่น: พูดตรงๆ ผมไม่รู้จะแนะนำที่ไหนเลยครับ สั่งมาลองหลายร้าน ก็ยังไม่เจอร้านที่โดนๆ มากๆ ครับ เหมือนไทยวากิวครับ ถ้ามีที่ไหนดีๆ แนะนำ รบกวนที่คอมเม้นต์ด้านล่างหรือ โพสบน timeline ของเพจ Meat with Ray ด้วยนะครับ ขอบคุณครับ

เนื้อวากิวออสเตรเลีย: ผมแนะนำ Meat The Dealer เช่นกันครับ

ตอนนี้ก็เหลือแค่ สั่งมาทานแล้วครับ ถ้ายังไม่แน่ใจ… มาคุยกับผมที่เพจ Meat with Ray ได้ครับ

ที่ MeatwithRay ผมใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของทุกคน ซึ่งคุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้ที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถตั้งค่าเปิด/ปิดคุกกี้ได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้นี้ใช้ช่วยในปรับปรุงและพัฒนาเนื้อหาและเว็บให้ดีขึ้น ถ้าคุณไม่ยินยอมให้ใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถปรับปรุงและพัฒนาเนื้อหาและเว็บให้ดีขึ้นได้เท่าที่ควร
    Cookies Details

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย

    คุกกี้นี้ช่วยเก็บข้อมูลต่างๆ รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับคุณ เพื่อผมจะได้นำเสนอเนื้อหา ให้ตรงกับความเหมาะสมกับความสนใจของคุณให้มากที่สุด ถ้าหากคุณไม่ยินยอม ผมก็จะไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาและ/หรือโฆษณาให้ตรงกับความสนใจของคุณได้ดีพอ
    Cookies Details

บันทึกการตั้งค่า