Meat Thermometer Encyclopedia: ทุกอย่างที่คุณต้องรู้เกี่ยวกับที่วัดอุณหภูมิเนื้อ

*บทความอัพเดทล่าสุดวันที่ 22 มิ.ย. 2567*

บล็อคนี้เราจะมาคุยกันในเรื่องของอุปกรณ์ที่สำคัญที่สุดในการย่างเนื้อสเต็กกันครับ

นั่นก็คือ ที่วัดอุณหภูมิเนื้อ (Meat Thermometer) ครับ

คุณอาจมีคำถามในใจว่า… ที่วัดอุณหภูมิเนื้อถึงสำคัญขนาดนั้นเลยหรือ?

ใช่ครับ สำคัญมากๆครับ

เพราะการย่างเนื้อที่ไม่มีที่วัดอุณหภูมิเนื้อก็เหมือนหลับตาขับรถ แถมยังไม่มี GPS อีกต่างหากครับ

ในบล็อคนี้เราจะมาศึกษาไปพร้อมๆ กัน ตั้งแต่ความสำคัญของที่วัดอุณหภูมิเนื้อ ทำไมคุณควรต้องมี มีกี่แบบกันแน่ แต่ละรูปแบบต่างกันยังไง เทคนิควิธีการใช้ รวมไปถึงผมจะแชร์ว่าที่วัดอุณหภูมิเนื้อ (Meat thermometer) อันไหนที่ผมชอบที่สุด และแนะนำให้คุณใช้ครับ

Meat Thermometer Encyclopedia

Table of Contents
  1. ทำไมคุณควรต้องใช้ที่วัดอุณหภูมิเนื้อ (Meat Thermometer)
    1. รายละเอียดอุณหภูมิกับระดับความสุก
  2. ความเชื่อต้องหยุดเชื่อ
    1. หยุดความเชื่อ #1: กะความสุกโดยเทียบกับอุ้งมือ
    2. หยุดความเชื่อ #2: กำหนดความสุกด้วยเวลาที่ใช้ในการย่าง
    3. หยุดความเชื่อ #3: เช็คความสุกจากสีของเนื้อ
    4. จริงหรือที่ว่า: ย่างเนื้อแล้วมีความสุขก็พอแล้ว.. ผลลัพย์ดีบ้างไม่ดีบ้างไม่ต้องซีเรียส
  3. วิธีเลือกที่วัดอุณหภูมิเนื้อ (Meat Thermometer)
    1. ความแม่นยำในการวัดอุณหภูมิ
    2. ความเร็วในการวัดอุณหภูมิ
    3. คุณภาพของวัสดุ และการประกอบ
    4. การใช้งานและฟีเจอร์ต่างๆ
  4. ที่วัดอุณหภูมิเนื้อแบบอนาล็อค (Analog Meat Thermometer)
  5. ที่วัดอุณหภูมิแบบแสดงผลทันที (Instant read thermometer)
    1. ส่วนประกอบของที่วัดอุณหภูมิแบบแสดงผลทันที (Instant read thermometer)
    2. วิธีการใช้ที่วัดอุณหภูมิแบบแสดงผลทันที (Instant read thermometer)
    3. ที่วัดอุณหภูมิแบบแสดงผลทันที (Instant read thermometer) ในดวงใจผม
  6. ที่วัดอุณหภูมิแบบเสียบทิ้งไว้ (Leave-in thermometer)
    1. หน้าที่หลักของที่วัดอุณหภูมิแบบเสียบทิ้งไว้ (Leave-in thermometer)
    2. ส่วนประกอบของที่วัดอุณหภูมิแบบเสียบทิ้งไว้ (Leave-in thermometer)
    3. รูปแบบของที่วัดอุณหภูมิแบบเสียบทิ้งไว้ (Leave-in thermometer)
    4. แบบมีสาย (Wired)
    5. แบบไร้สาย (Wireless) และเชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือด้วย Bluetooth
  7. แบบไร้สาย (Wireless) และเชื่อมต่อกับ Internet + มือถือ ผ่าน Wifi
    1. แบบไร้สาย (Wireless) และเชื่อมต่อกับตัวแสดงผลด้วย Radio Frequency (RF)
    2. Meater
    3. วิธีการใช้ที่วัดอุณหภูมิแบบเสียบทิ้งไว้ (Leave-in thermometer)
    4. ที่วัดอุณหภูมิแบบเสียบทิ้งไว้ (Leave-in thermometer) ในดวงใจ
  8. ที่วัดอุณหภูมิแบบปืนอินฟราเรด (Infrared gun thermometer)
    1. ทำไมที่วัดอุณหภูมิแบบปืนอินฟราเรด (Infrared gun thermometer) จึงสำคัญ
  9. สรุปว่าคุณควรจะซื้อ Meat Thermometer แบบไหนบ้าง

ทำไมคุณควรต้องใช้ที่วัดอุณหภูมิเนื้อ (Meat Thermometer)
Instant read Thermometer รุ่น Thermapen Mk IV

ทำไมคุณควรต้องใช้ที่วัดอุณหภูมิเนื้อ (Meat Thermometer)

มาเริ่มกันจากที่วัดอุณหภูมิเนื้อคืออะไรก่อนดีไหมครับ?

ที่วัดอุณหภูมิเนื้อ (Meat Thermometer) เป็นเครื่องมือที่ใช้วัดอุณหภูมิของเนื้อ เพื่อคุณจะได้ทราบว่าเนื้อสเต็กหรือบาร์บีคิวรมควันของคุณนั้นสุกไปถึงจุดไหนแล้วครับ

จากคำนิยามด้านบน “เครื่องมือที่ใช้วัดอุณหภูมิของเนื้อเพื่อบอกว่าเนื้อสุกไปถึงไหนแล้ว” อาจเริ่มทำให้คุณสงสัยว่า.. ความสุกกับอุณหภูมิมันเกี่ยวกันด้วยหรือ? ความสุกไม่ได้อยู่ที่ความนุ่ม หรือสีของเนื้ออะไรอย่างนี้หรือ? ผมขอตอบตรงนี้เลยว่า ไม่ใช่ครับ

ความสุกของเนื้อสัตว์นั้นขึ้นอยู่กับอุณหภูมิของเนื้อเท่านั้น

ไม่ได้อยู่ที่ความนุ่มของเนื้อที่คุณซื้อ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเกรด หรือ Marbling Score ไม่ได้ขึ้นอยู่ที่เวลาที่ใช้ในการย่าง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความแรงของไฟที่คุณใช้ครับ

และเนื่องจากคุณไม่สามารถบอกว่าเนื้ออุณหภูมิเท่าไหร่แล้วด้วยการมอง การสัมผัส หรือวิธีอื่นๆ ได้ ดังนั้น

คุณจึงจำเป็นที่จะต้องมีที่วัดอุณหภูมิเนื้อ (Meat Thermometer) ครับ

ที่สำคัญ ในการย่างเนื้อ อุณหภูมิที่ต่างกันไม่กี่องศาก็ให้ความสุก (doneness) ที่แตกต่างกันอย่างมาก ดังนั้น ความผิดพลาดหรือเผลอแค่นิดเดียว ก็ทำให้เนื้อของคุณ overcooked จากสีชมพูชุ่มฉ่ำ ก็กลายเป็นสีขาว สาก แห้งได้ง่ายๆ ครับ

ลองดูตารางด้านล่างนะครับ ความสุกแบบ Rare กับ Medium Rare หรือแบบ Medium Rare กับ Medium นั้นห่างกันไม่กี่องศาเท่านั้น

รายละเอียดอุณหภูมิกับระดับความสุก

ระดับความสุกอุณหภูมิที่ดึงออกจากเตาอบอุณหภูมิเป้าหมายตามความสุก
Rare105F (40C)120F (49C)
Medium-Rare115F (46C)130F (54C)
Medium125F (52C)140F (60C)
Medium-Well135F (57C)150F (66C)

อ้อ ขอนอกเรื่องนิดนึงนะครับ ถ้าคุณจะใช้ตารางนี้ในการย่าง คุณควรจะดึงเนื้อขึ้นจากกระทะ หรือออกจากเตาอบก่อนถึง “อุณหภูมิเป้าหมายตามความสุก” นะครับ เพราะหลังจากที่คุณดึงเนื้อขึ้นแล้วอุณหภูมิภายในชิ้นเนื้อจะเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 5-15F เนื่องจาก ปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Carry-over cooking ครับ

ความเชื่อต้องหยุดเชื่อ

แต่ที่น่าเสียใจ (และน่าเสียดายเพราะเนื้อดีๆ ถูก Over cooked ไปแล้วมากมาย) ที่ความเชื่อที่ไม่ถูกต้องยังมีอยู่มากมาย และฝังรากลึกในหมู่คนทำอาหารจำนวนมากครับ

มาตั้งหลักกันก่อนนะครับ และอย่าเคืองที่ผมเอาความจริงมาพูดนะครับ… ผมเพียงตั้งใจให้ทุกคนได้ทำเนื้อสเต็กที่อร่อยขึ้น ดีขึ้น ง่ายขึ้นเท่านั้นเองครับ

หยุดความเชื่อผิดๆ ที่ว่าคุณสามารถกะความสุกของเนื้อด้วยอุ้งมือ
หยุดความเชื่อผิดๆ ที่ว่าคุณสามารถกะความสุกของเนื้อด้วยอุ้งมือ

หยุดความเชื่อ #1: กะความสุกโดยเทียบกับอุ้งมือ

คุณอาจจะจะเคยได้ยินมาจากหลายที่ ไม่ว่าจะเป็นเชฟชื่อดัง ทั้งไทย ทั้งเทศ หรือจะเป็นตามโซเชี่ยวมีเดียที่แนะนำกันต่อๆ กันมาว่า…

ให้ใช้วิธีกะความสุกจากความรู้สึกสัมผัสความแน่นของเนื้อเทียบกับอุ้งมือ

ความเชื่อนี้… ไม่ใช่ว่าไม่มีมูลความจริงเลย พอมีอยู่บ้าง (แม้จะน้อยก็ตามครับ) แต่แทบใช้ไม่ได้จริงกับการย่างเนื้อของมือสมัครเล่นอย่างเราๆ ที่ทำเองตามบ้านครับ

ก่อนจะเชื่อผม มาลองคิดดูนะครับ ว่าคุณจะสามารถกะความสุกด้วยการสัมผัสได้หรือไม่ครับ

มาเริ่มกันครับ ความเชื่อนี้บอกว่า…

คุณสามารถรู้ได้ว่าสเต็กที่คุณย่างได้ความสุกตามที่คุณต้องการด้วยการเอานิ้วจิ้มเนื้อแล้วหยั่งความแน่นของเนื้อเทียบกับอุ้งมือของคุณ โดยถ้าคุณรู้สึกว่าเนื้อมีความแน่นเท่ากับอุ้งมือของคุณเมื่อคุณเอานิ้วชี้กันนิ้วโป้งแตะกัน เนื้อจะสุกเท่ากับ Rare และถ้าเนื้อแน่นเท่ากับอุ้งมือที่เอานิ้วกลางกับนิ้วโป้งแตะกัน เนื้อจะสุกเท่ากับ Medium Rare…

ผมเชื่อว่าคุณเคยเห็นข้อมูลเหล่านี้ในอินเตอร์เน็ตมากมายครับ ไม่ว่าจะมาจากปากของมือสมัครเล่น Youtuber จนถึงเชฟชื่อดัง

แต่นี่เป็นความเข้าใจที่ผิดครับ!

มีความจริงอยู่ในความเชื่อนี้แค่… เสี้ยวเดียวครับ

ทำไมเป็นอย่างนั้นน่ะเหรอครับ ขอให้ผมอธิบายแบบง่ายๆ อย่างนี้ครับ

  • ความแน่นของเนื้ออุ้งมือของคุณ กับเนื้ออุ้งมือของผมไม่เท่ากันใช่ไหมครับ
  • เนื้อวัวเขียง, เนื้อวัวไทยโคขุน, เนื้อไทยวากิว, เนื้อ grass fed เมืองนอก, เนื้อวากิว MS 4/5, เนื้อวากิว MS9+ และอื่นๆ อีกมากมาย นั้นมีความนุ่มแน่นเท่ากันไหม? ก็ไม่เท่ากันใช่ไหมครับ
  • เนื้อแต่ละส่วน เช่น Rump, Ribeye, Tenderloin, Tritip, Picanha ต่อให้เป็นสายพันธ์เดียวกันจากวัวตัวเดียวกัน ก็ความนุ่มแน่นไม่เท่ากันครับ
  • แม้กระทั่งเนื้อส่วนเดียวกัน จากวัวตัวเดียวกัน แต่ตัดหนาไม่เท่ากัน ก็มีความนุ่มแน่นไม่เท่ากันครับ

ผมเชื่อว่าคุณเริ่มนึกภาพออกครับ

เมื่อเป็นแบบนี้แล้ว เราจะใช้ความแน่น/นุ่มของเนื้ออุ้งมือมาเป็นบรรทัดฐานในการประเมินความสุกของสเต็กได้ยังไงครับ

ก็นั่นไงครับ วิธีจิ้มอุ้งมือนี่ใช้ไม่ได้ครับ

อ่าว แล้วทำไมเชฟตามร้านอาหารเค้าใช้วิธีนี้กันล่ะ

ครับ นี่คือความจริงที่อยู่ในความเชื่อนี้ครับ

ผมอยากให้คุณทำความเข้าใจก่อนครับว่า พ่อครัวหรือเชฟตามร้านอาหารนั้นเค้าย่างสเต็กวันละเป็น 10 เป็น 100 ชิ้นครับ

และพวกเค้าก็ย่างสเต็กส่วนเดิมๆ ใช้เนื้อจากฟาร์มเดิมอยู่ตลอดครับ ทำให้เค้าพอจะกะประมาณความสุกของสเต็กได้จากสัมผัสความแน่น/นุ่มของเนื้อได้ครับ

ส่วนคนธรรมดาอย่างเราๆ ที่นานๆ ย่างเนื้อที หรือเต็มที่ก็สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ครั้งละไม่กี่ชิ้น แถมแต่ละครั้งยังชอบซื้อเนื้อใหม่ๆ มาลองอีกด้วย

เพราะฉะนั้น ที่วัดอุณหภูมิเนื้อ (Meat Thermometer) เป็นสิ่งเดียวที่จะช่วยให้คุณรู้ได้ว่าเนื้อของคุณสุกเป๊ะดั่งใจในทุกๆ ครั้งที่คุณย่าง ไม่ว่าคุณจะย่างเนื้อส่วนไหน เกรดไหน พันธ์อะไร หรืออุ้งมือของคุณจะนุ่มหรือแน่นเท่าไหร่ก็ตามครับ

หยุดความเชื่อ #2: กำหนดความสุกด้วยเวลาที่ใช้ในการย่าง
เวลาไม่ใช่ปัจจัยเดียวในการย่างเนื้อ

หยุดความเชื่อ #2: กำหนดความสุกด้วยเวลาที่ใช้ในการย่าง

อีกหนึ่งความเชื่อที่ไม่ถูกต้อง (ทั้งหมด) ก็คือ คุณสามารถย่างเนื้อให้ได้ความสุกที่ต้องการโดยการจับเวลาครับ

ความเชื่อแบบนี้มีเยอะมากๆ ตามโซเชี่ยวมีเดีย และมักจะมาพร้อมรูปสวยๆ แล้วแนะนำให้คุณย่างโดยการจับเวลา

อย่างเช่น “พักเนื้อที่อุณหภูมิห้อง 30 นาที ย่างไฟแรงด้านละ 1.5 นาที แล้วพัก 5 นาที เป็นอันจบ… ได้เนื้อมีเดียมแรสีชมพูสวยงาม”

ด้วยความเคารพครับ ผมเชื่อมั่นว่าเค้าไม่ได้ต้องการโกหก หรือต้องการที่จะหลอกคุณเล่นๆ ครับ และโดยมากน่าจะมาจากความหวังดีที่ต้องการแชร์เทคนิควิธีการย่างที่เวิร์คสำหรับเค้าให้กับคุณครับ

เพียงแต่ความจริงก็คือ สิ่งที่เกิดขึ้นกับเค้า อาจไม่เกิดขึ้นกับคุณครับ เนื่องจากมีปัจจัยเยอะมากๆ ที่ไม่ได้ถูกควบคุมครับ

มาลองคิดตามผมดูนะครับว่า…

  • เนื้อที่คุณใช้ กับเนื้อที่เค้าใช้อุณหภูมิเริ่มต้นเท่ากันหรือไม่? ถ้าเริ่มต้นไม่เท่ากัน ถึงแม้ว่าคุณจะใช้เวลาเท่ากันคุณก็ไม่ได้อุณหภูมิสุดท้ายเท่ากันจริงไหมครับ
  • ความร้อนของกระทะของคุณ กับกระทะที่เค้าใช้ก็ไม่เท่ากัน ใช่ไหมครับ? ชนิดของกระทะที่ใช้ หรือแม้แต่คำว่า “ไฟแรง” ของแต่ละเตาก็ไม่เท่ากันครับ
  • และต่อให้คุมทุกอย่างให้เหมือนกันหมด แต่เนื้อแต่ละส่วน หรือแต่ละเกรดก็สุกเร็วช้าไม่เท่ากัน แม้ว่าจะใช้ไฟแรงเท่ากัน บนกระทะเดียวกันเป๊ะๆ

คุณอาจกำลังคิดต่อไปว่า “อ่าว แล้วทำไมเชฟตามร้านอาหารเค้าแนะนำให้ใช้วิธีนี้กันล่ะ” หรือ “เพื่อนผมเป็นกุ๊กอยู่ที่โรงแรม เชฟเค้าก็ให้ย่างตามเวลาทั้งนั้นล่ะครับ”

เหตุผลเดียวกับที่ผมเล่าไปด้านบนครับ พ่อครัวหรือเชฟเค้าย่างเนื้อเดิมๆ ที่ร้านอาหาร ทุกวัน วันละเป็น 10 เป็น 100 ชิ้น เค้าก็จะรู้ได้จากประสพการณ์ครับว่าปิดเปิดแก๊สเท่าไหร่ ใช้กระทะอันไหน ย่างกี่นาที

แต่มือสมัครเล่นที่จริงจังอย่างเรา ไม่ได้ย่างเนื้อเดิมๆ อยู่ตลอดเวลา แถมยังนานๆ ย่างที เพราะฉะนั้น ใช้ที่วัดอุณหภูมิเนื้อ (Meat Thermometer) ชัวร์ที่สุดครับ

หยุดความเชื่อ #3: เช็คความสุกจากสีของเนื้อ
ความสุกของเนื้อขึ้นอยู่กับอุณหภูมิเท่านั้น

หยุดความเชื่อ #3: เช็คความสุกจากสีของเนื้อ

อีกหนึ่งความเชื่อที่ผมเห็นอยู่เรื่อยๆ ก็คือ ประเมินความสุกของเนื้อจากการผ่าแล้วแง้มดูสีเนื้อครับ

ถ้าถามว่า เมื่อความสุกของเนื้อเปลี่ยน แล้วสีของเนื้อจะเปลี่ยนไปไหม? ก็ต้องตอบว่าใช่ครับ

แต่ถ้าสลับคำถามเป็น ถ้าสีของเนื้อเปลี่ยนไป ความสุกของเนื้อจะเปลี่ยนไปด้วยหรือไม่?

คำตอบคือ ไม่เสมอไปครับ

เริ่มมาแบบนี้คุณคงพอนึกออกว่าผมจะพูด (เขียน) อะไรต่อไปนะครับ

ใช่เลยครับ ความสุกไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ทำให้สีของเนื้อเปลี่ยนไปครับ

นอกจากนั้นแล้ว สีของที่คุณเห็นตอนคุณผ่าเนื้อออกมาทีแรก กับสีของเนื้อหลังจากที่คุณยกออกมาทานกับเพื่อนหรือครอบครัว ก็จะเป็นคนละสีกันครับ

เพราะในเนื้อมีสารที่เรียกว่า ไมโอโกลบิน (Myoglobin) ซึ่งมีชมพู และมีสารประกอบของธาตุเหล็กที่เมื่อสัมผัสกับออกซิเจนจะเกิดเป็นสีแดงสด ทำให้เนื้อที่วางโดนอากาศซักพักจะมีสีแดงสดขึ้นทั้งๆ ที่ความสุกของเนื้อยังคงเท่าเดิมครับ

ยิ่งไปกว่านั้น แสงไฟส่องสว่างก็มีผลต่อสีของเนื้อเช่นเดียวกัน เวลามองสีเนื้อใต้ไฟสีออกส้มๆ (Warm light) คุณก็จะเห็นเนื้อของคุณเป็นสีนึง พออยู่ใต้ไฟ LED ขาว ก็เห็นเป็นอีกสีนึง ทั้งๆ ที่เป็นเนื้อเดียวกัน

ผมขออนุญาตไม่พาดพิงถึงหลายๆ กูรูที่มักจะคอมเม้นรูปสเต็กตาม Social media ว่าสุกไป ดิบไป ฯลฯ เพราะนั่นยิ่งไปกันใหญ่ครับ คุณไม่รู้หรอกครับว่ารูปตามโซเชี่ยวนั้นผ่านฟิลเตอร์มากี่รอบ และของจริงจะตรงปกหรือไม่ครับ

สรุปว่า… คุณเชื่อในสิ่งที่ตาเห็นไม่ได้ครับ เชื่อที่วัดอุณหภูมิเนื้อ (Meat Thermometer) นะครับ

Happy grilling - Team Meat with Ray
การทำสเต็กทำให้ครอบครัวได้ใกล้ชิดกันเพิ่มขึ้น

จริงหรือที่ว่า: ย่างเนื้อแล้วมีความสุขก็พอแล้ว.. ผลลัพย์ดีบ้างไม่ดีบ้างไม่ต้องซีเรียส

ตราบใดที่คุณมีความสุขกับการย่างเนื้อ และการกินเนื้อที่คุณย่างขึ้นมา ผมว่าเท่านี้ก็พอเพียงแล้วครับ

แต่ถ้าคุณยังมีความรู้สึกว่า…

คุณอยากได้เนื้อที่สุกในระดับที่คุณต้องการทุกครั้ง และรู้สึกไม่ได้ดั่งใจที่เนื้อออกมาสุกเกินไป หรือดิบเกินไป

คุณอยากที่จะให้คนที่คุณรักได้ทานเนื้อที่ดีที่สุดทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็น เพื่อน ครอบครัว ลูก หรือสามี หรือภรรยาของคุณ

คุณอยากให้มื้อพิเศษของคุณ เนื้ออย่างดีที่คุณลงทุนซื้อมา ออกมาดีที่สุดตามที่คุณวาดหวังไว้

ใช้ Meat Thermometer นะครับ เพราะนี่เป็นวิธีเดียวที่คุณจะได้ผลลัพธ์ความสุกตามที่คุณต้องการทุกครั้ง ไม่ต้องลุ้น ไม่ต้องเดา ไม่ต้องฝากความสุกไว้กับดวงครับ

วิธีเลือกที่วัดอุณหภูมิเนื้อ (Meat Thermometer)
วิธีเลือกที่วัดอุณหภูมิเนื้อ (Meat Thermometer)

วิธีเลือกที่วัดอุณหภูมิเนื้อ (Meat Thermometer)

ในท้องตลาดมีที่วัดอุณหภูมิเนื้อ (Meat Thermometer) หลายต่อหลายแบบให้เลือกครับ อย่างเช่น

  • ที่วัดอุณหภูมิแบบอนาล็อค (Analog meat Thermometer)
  • ที่วัดอุณหภูมิแบบแสดงผลทันที (Instant read thermometer)
  • ที่วัดอุณหภูมิแบบเสียบทิ้งไว้ (Leave-in thermometer)
  • ที่วัดอุณหภูมิแบบปืนอินฟราเรด (Infrared gun thermometer)

มาเริ่มกันเลยครับ ว่ามีอะไรบ้างที่ผมมองว่าสำคัญสำหรับที่วัดอุณหภูมิเนื้อ (Meat Thermometer) ครับ

ความแม่นยำในการวัดอุณหภูมิ
ความแม่นยำในการวัดอุณหภูมิช่วยให้คุณพัฒนาฝีมือการย่างสเต็กได้เร็วขึ้น

ความแม่นยำในการวัดอุณหภูมิ

สิ่งแรกเลยที่คุณต้องการจากที่วัดอุณหภูมิเนื้อ (Meat Thermometer) ก็คือ ความแม่นยำในการวัดอุณหภูมิครับ

นั่นหมายความว่า อุณหภูมิที่แสดงบนตัวที่วัดจะต้องใกล้เคียงกับอุณหภูมิจริงของสิ่งที่คุณต้องการจะวัดอุณหภูมิ (เช่น เนื้อสเต็ก ครับ) นอกจากนั้นแล้ว ที่วัดอุณหภูมิยังจะต้องมีความแม่นยำแบบนี้ ไม่ว่าคุณจะวัดกี่ครั้งก็ตามครับ

พูดง่ายๆ ก็คือ ถ้าเอาที่วัดอุณหภูมิเนื้อ (Meat Thermometer) ไปวัดน้ำเดือด ก็ต้องได้ 212F หรือ 100C หรือถ้าเอาไปวัดใน ice bath test (น้ำที่อยู่ในแก้วที่มีน้ำแข็งเต็มเแก้ว) ก็ควรจะได้ 32F หรือ 0C ในทุกๆ ครั้งที่วัดครับ

Ice Bath Test
หากที่วัดอุณหภูมิของคุณมีความแม่นยำ คุณควรจะวัดได้ 32F หรือ 0C จาก Ice Bath Test

ขอเล่าเรื่องส่วนตัวนิดนึงนะครับ คือเมื่อหลายปีที่แล้ว ตอนที่ผมเริ่มจริงจังกับการย่างเนื้อใหม่ๆ ผมก็สั่งซื้อที่วัดอุณหภูมิมาจากเมืองจีน (ด้วยเหตุผลด้านความน่ารักของราคา) มาใช้ย่างเนื้อพักอยู่เป็นปี นับเป็นน้ำหนักเนื้อก็น่าจะมีเกือบ 100 กิโลได้ครับ คิดเป็นค่าเนื้อก็… เยอะอยู่ครับ

ก็ทดลองย่างหลายแบบครับ ไม่ว่าจะเป็น Hot and fast, Reverse sear, Smoke หรือ Sousvide ออกมาดีบ้าง ไม่ดีบ้าง บางทีก็ได้ความสุก (Doneness) ที่ต้องการเป๊ะ บางทีก็สุกเกินไป (Overcooked) หรือดิบเกินไป (Undercooked) หลายครั้งผมเองก็มีแอบคิด (และหงุดหงิด) อยู่บ้างว่าทำไมถึงเกิดขึ้นได้ ในเมื่อย่างด้วยวิธีเหมือนๆ กัน ใช้เนื้อก็ cut เดียวๆ กัน

แต่ตอนนั้นเองก็ปล่อยผ่านๆ ไปครับ ก็คิดว่าผมเองประสพการณ์น้อย คงจะทำอะไรผิดพลาดไปโดยที่ไม่รู้ตัว

พอเริ่มมีประสพการณ์มากขึ้น (ผ่านเนื้อไปร้อยกว่ากิโล… 😅) และได้ศึกษาลึกลงไป ก็เลยเริ่มสงสัยว่า.. เป็นไปได้หรือไม่ที่ปัจจัยนึงที่ทำให้ผลงานการย่างเนื้อไม่ค่อยนิ่งเท่าที่ควร อาจจะเป็นเพราะว่าที่วัดอุณหภูมิเนื้อ (Meat Thermometer) ไม่แม่นยำ

ผมจึงตัดสินใจลงทุนสั่งซื้อที่วัดอุณหภูมิเนื้อ (Meat Thermometer) ที่คุณภาพดีได้มาตรฐานมาใช้ครับ

จากนั้นผมก็เอาที่วัดอุณหภูมิแบบเสียบทิ้งไว้ (Leave-in thermometer) อันเก่ากับอันใหม่มาทดลองวัดอุณหภูมิอากาศในเตาย่างเปรียบเทียบกัน ปรากฏว่าที่วัดอุณหภูมิแบบเสียบทิ้งไว้ (Leave-in thermometer) อันเดิมที่ผมมีอยู่แสดงผลผิดพลาดไปประมาณ 10F – 15F (5C – 7C) ในหลายๆ การทดลองครับ! (บางครั้งก็ตรงนะครับ แต่หลายครั้งที่ต่างครับ)

อุณหภูมิแตกต่างกัน 15F
ภาพแสดงอุณหภูมิที่แตกต่างกันระหว่าง Leave-in thermometer จำนวน 2 เครื่อง

ถามว่าต่างไป 10F มันเยอะไหม? มันก็เยอะมากๆ อยู่นะครับ เพราะ 10F นี่หมายถึงว่าถ้าคุณต้องการความสุกแบบ Medium rare เนื้อของคุณอาจจะ Overcook เป็น Medium หรือ Undercook เป็น Rare ได้เลยครับ

ที่สำคัญที่สุดคือ มันจะยากมากที่คุณจะเรียนรู้และพัฒนาฝีมือการย่างสเต็ก หากคุณไม่รู้ว่า เนื้อที่ออกมาดีหรือไม่ดีนั้น เกิดจากสิ่งที่คุณทำเอง หรือเกิดจากที่วัดอุณหภูมิเนื้อ (Meat Thermometer) แสดงผลผิดกันแน่ครับ… เมื่อคุณไม่รู้ว่าเหตุเกิดจากอะไร คุณก็ไม่สามารถแก้ไขหรือปรับปรุงแบบตรงจุดได้ครับ

ตอนนี้เราเริ่มเข้าใจแล้วว่าความแม่นยำของที่วัดอุณหภูมิเนื้อ (Meat Thermometer) นั้นสำคัญอย่างไร

คำถามถัดไปก็คือ

แล้วความแม่นยำแค่ไหนถึงจะเพียงพอ?

ที่ผมตั้งคำถามนี้ก็เพราะว่า ในโลกแห่งความจริง เราจะต้องเลือกสินค้า (ที่วัดอุณหภูมิเนื้อ (Meat Thermometer)) จากหลายคุณภาพ และหลายราคา แล้วโดยมากยิ่งราคาสูงคุณภาพก็ยิ่งดีขึ้นไปด้วย แต่คุณคงไม่อยากที่จะจ่ายเงินให้กับคุณภาพ หรือความแม่นยำที่คุณไม่จำเป็นต้องใช้ ใช่ไหมครับ?

สำหรับสเต็กผมมองว่า ถ้าคุณได้ความแม่นยำระดับ 2-3F (1-1.5C) ก็ถือว่าเพียงพอครับ เพราะอุณหภูมิที่ผิดพลาดไปแค่นั้น ไม่ได้ทำให้เนื้อของคุณต่างกันมากเท่าไหร่ครับ แต่ถ้าคุณบอกว่าคุณต้องการเอาที่วัดอุณหภูมิเนื้อ (Meat Thermometer) ไปวัดอุณหภูมิของวัตถุดิบอื่นๆ ที่ต้องการความแม่นยำสูงนั่นก็เป็นอีกเรื่องนึงครับ ถ้าเป็นแนวนั้นก็ต้องบอกว่า ยิ่งแม่นยิ่งดีครับ

อีกหนึ่งเรื่องที่ตามมาติดๆ กับเรื่องความแม่นยำก็คือ ความเร็วที่ใช้ในการแสดงผลอุณหภูมิที่ถูกต้อง ครับ

ความเร็วในการวัดอุณหภูมิ
นอกจากความแม่นยำแล้ว ที่วัดอุณหภูมิที่ดียังต้องแสดงผลที่ถูกต้องในเวลาที่รวดเร็ว

ความเร็วในการวัดอุณหภูมิ

ที่วัดอุณหภูมิเนื้อ (Meat Thermometer) ที่ดีต้องแสดงผลอุณหภูมิที่ถูกต้องอย่างรวดเร็ว

พูดง่ายๆ คือ ยิ่งเร็วยิ่งดี ครับ นั่นก็ฟังดูง่ายครับ แต่ว่า… คุณคงไม่อยากซื้ออุปกรณ์ที่เกินความต้องการใช่ไหมครับ

เพราะฉะนั้น อาจจะไม่ต้องเร็วที่สุดก็ได้ครับ แต่ว่าต้องเร็วเพียงพอ

ถ้าอย่างนั้นแล้ว เร็วเท่าไหร่กันแน่ที่เร็วเพียงพอ?

ลองคิดดูนะครับ ระยะเวลาแบบ 7, 8, 10 หรือ 15 วินาที อาจจะฟังดูเป็นเวลานิดเดียวแต่เวลาที่คุณย่างเนื้อ โดยเฉพาะเวลาที่คุณ Hot and fast หรือ pan-sear (ย่างกระทะ) ทุกอย่างจะเกิดขึ้นเร็วมาก ช่วงเวลา 7-8 วินาทีที่คุณรอผลอุณหภูมิอาจจะทำให้เนื้อของคุณ Overcook ไปได้ง่ายๆ ครับ

ดังนั้น สำหรับผมแล้ว เร็วเพียงพอ นั่นคือต้องต่ำกว่า 3 วินาทีครับ

ทีนี้ เรามาดูกันในตลาดว่ามีขายแบบไหนกันบ้างครับ

เท่าที่ผมเจอมาที่วัดอุณหภูมิเนื้อ (Meat Thermometer) มักจะมีความเร็วอยู่ใน 3 กลุ่มครับ

  • กลุ่มที่ 1: 15 วินาทีขึ้นไป เช่น ที่วัดอุณหภูมิเนื้อแบบอนาล็อค (Analog Meat Thermometer)
  • กลุ่มที่ 2: 5-10 วินาที จะเป็นพวกกลุ่มที่วัดอุณหภูมิเนื้อราคาถูก
  • กลุ่มที่ 3: ต่ำกว่า 3 วินาที จะเป็นพวกกลุ่มที่วัดอุณหภูมิเนื้อเกรดสูงๆ (ราคาก็จะสูงตามมา)

สำหรับผม ความเร็วเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆๆๆๆ ครับ และที่โชคดีก็คือ ในตลาดที่มีจำหน่ายกันอยู่ ที่วัดอุณหภูมิเนื้อ (Meat Thermometer) ที่เร็วมักจะมีความแม่นยำสูงไปด้วยครับ ดังนั้น พูดง่ายๆ คือ ถ้าคุณซื้อของดี คุณก็มักจะได้ทั้งความเร็ว และความแม่นยำมาพร้อมๆ กันครับ

คุณภาพการผลิต และความคงทน
คุณภาพการผลิต และความคงทน

คุณภาพของวัสดุ และการประกอบ

อีกหนึ่งเรื่องก็คือที่ควรต้องพิจารณาก็คือ คุณภาพของวัสดุ และคุณภาพการผลิตของที่วัดอุณหภูมิเนื้อ (Meat Thermometer) นั้นๆ ครับ

เพราะความคงทนเป็นอีกหนึ่งอย่างที่สำคัญมากๆ

คิดดูนะครับว่าเวลาที่คุณย่างเนื้อ มีทั้งน้ำ มีทั้งน้ำมัน เศษเกลือ พริกไทย ซอสต่างๆ แล้ว (ถ้าคุณเป็นเหมือนผม) ก็มีการทำของตกลงพื้นบ้าง กระแทกตู้บ้าง

ไม่ว่าคุณจะซื้อที่วัดอุณหภูมิเนื้อ (Meat Thermometer) ราคา 300-400 บาท หรือ 3,000-4,000 บาท คุณคงอยากให้ที่วัดอุณหภูมิเนื้อ (Meat Thermometer) ของคุณอยู่กับคุณไปนานๆ ไม่พังระหว่างที่คุณกำลังย่างเนื้อมื้อสำคัญใช่ไหมครับ

ดังนั้น ถ้าจะซื้อคุณควรจะเช็คเรื่องความแข็งแรง หรือคุณภาพการผลิตให้ดีนะครับ ถ้าเจอของที่ทำจากพลาสติกถูกๆ บางทีก็จะแตกได้ง่าย (โดยเฉพาะในครัวที่จะความร้อนอยู่ตลอดเวลา) หรือตกไม่แตกแต่พังไปเลยก็มีครับ

อีกอย่างคือ เรื่องมาตรฐานการกันน้ำ ที่มักจะมีตามสเป็กโทรศัพท์มือถือ เช่น IP65 อะไรทำนองนี้ครับ ถ้ารุ่นที่คุณจะซื้อไม่บอกอะไรเลยก็แสดงว่า โดนน้ำนิดเดียวมีโอกาสพังได้ง่ายๆ เลยครับ ส่วนถ้ารุ่นที่คุณจะซื้อมีบอกไว้ข้างกล่องก็… ต้องดูอีกทีนะครับ ว่ายี่ห้อนั้นๆ เชื่อถือได้หรือไม่ครับ เพราะบางทีของแบรนด์จีนขายถูกๆ เค้าก็พิมพ์สเป็กอะไรบนกล่องไปเรื่อยๆ ครับ อาจจะไม่ได้กันน้ำจริงๆ ก็ได้ครับ

การใช้งานและฟีเจอร์ต่างๆ

เรื่องอื่นๆ นอกจากความแม่นยำ ความเร็ว ความแข็งแรง ผมว่าเป็นเรื่องรองแล้วครับ

ฟีเจอร์เรื่องการกันน้ำ ตัวเลขแสดงผลใหญ่มองชัด มีไฟ back lit เพื่อให้เห็นชัดเวลาไม่มีแสง หรือดีไซน์ หรือความยาว/สั้นของก้านวัดอุณหภูมิ ฯลฯ

สิ่งเหล่านี้ จำเป็นหรือไม่ ขึ้นอยู่กับความชอบส่วนบุคคล หรือลักษณะการใช้งานครับ เช่นไฟ back lit อาจเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ ถ้าคุณทำ Smoke Brisket จนถึงดึกดื่นครับ หรือเข็มที่ยาวอาจสำคัญกับคุณเช่นกันถ้าคุณทำ Roast beef ก้อนใหญ่ๆ ที่ต้องแทงเข็มเข้าไปลึกๆ ครับ

Analog Meat Thermometer
Analog Meat Thermometer

ที่วัดอุณหภูมิเนื้อแบบอนาล็อค (Analog Meat Thermometer)

ที่วัดอุณหภูมิเนื้อมีหลายต่อหลายแบบครับ ถ้าแบ่งตามเทคโนโลยีแบบกว้างๆ จะเริ่มจากกลุ่มคลาสสิก คือ ที่วัดอุณหภูมิเนื้อแบบอนาล็อค (ที่เป็นหน้าปัดเข็ม) กับที่วัดอุณหภูมิเนื้อแบบดิจิตอล

ในเบื้องต้น ผมขอแนะนำก่อนตรงนี้เลยครับ ว่า ถ้าเลือกได้อย่าใช้ที่วัดอุณหภูมิเนื้อแบบอนาล็อคครับ เพราะว่าความแม่นยำไม่ได้ครับ หรือแม้ว่าที่วัดอุณหภูมิเนื้อแบบอนาล็อคที่คุณมีจะมีความแม่นยำที่ดี แต่ว่าความเร็วในการแสดงผลอุณหภูมิก็จะช้าเกินไป ประมาณ 15-20 วินาทีเลยครับ ทีนี้เวลาที่คุณ Sear เนื้อ ทุกอย่างจะเกิดขึ้นเร็วมาก ถ้าคุณมัวแต่รอให้ที่วัดอุณหภูมิเนื้อแบบอนาล็อคแสดงผล เนื้อของคุณก็อาจ Over cooked ไปไกลแล้วครับ

แต่ไหนๆ พูดถึงแล้ว ผมขอให้รายละเอียดเพิ่มอีกหน่อยนึงครับ

ย่างโทมาฮอกด้วยที่วัดอุณหภูมิแบบอนาล็อค
เป็นไปได้ที่จะใช้ที่วัดอุณหภูมิแบบอนาล็อคย่าง Reverse sear เนื้อหนาๆ แบบโทมาฮอก

ที่วัดอุณหภูมิเนื้อแบบอนาล็อคใช่ว่าจะใช้ไม่ได้เลยครับ โดยเฉพาะถ้าคุณมีอยู่ที่บ้านอยู่แล้ว (ส่งต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น) และคุณยังไม่อยากลงทุนซื้อที่วัดอุณหภูมิเนื้ออันใหม่ คุณก็ยังพอเอามาใช้ได้ครับ แนะนำใช้กับเนื้อชิ้นใหญ่ๆ เท่านั้นนะครับ เนื้อบางหรือเนื้อเล็กๆ อุณหภูมิจะเปลี่ยนเร็วเกินไปครับ ตัวอย่าง เช่น ใช้เครื่องวัดอนาล็อคเสียบคาไว้เพื่อวัดอุณหภูมิเนื้อชิ้นใหญ่ พวก Prime Rib roast, ไก่อบทั้งตัว หรือ Reverse Sear เนื้อ Tomahawk ก็พอได้ครับ (ผมเคยทำอยู่ครับ แค่ต้องคอยเฝ้าระวังอุณหภูมิให้มากหน่อยครับ ผลลัพธ์ที่ออกมาก็ใช้ได้อยู่ครับ)

สำหรับผู้ที่จริงจัง ผมแนะนำที่วัดอุณหภูมิเนื้อแบบดิจิตอลเท่านั้นครับ เพราะคุณจะได้โฟกัสกับเรื่องอื่นๆ ที่มีผลกับเนื้อของคุณ ไม่ว่าจะเป็นการจัดการไฟ การทำ Rub การทำเครื่องเคียง และอื่นๆ อีกมากมาย แทนที่จะมานั่งเครียดคอยส่องว่าอุณหภูมิภายในของชิ้นเนื้อที่คุณทำอยู่นั้นมันเป็นเท่าไหร่แล้วครับ

ทีนี้ เรามาเริ่มคุยเรื่องที่วัดอุณหภูมิเนื้อแบบดิจิตอลกันครับ ค่อยๆ ไล่กันไปทีละรูปแบบครับ

ที่วัดอุณหภูมิแบบแสดงผลทันที (Instant read thermometer)
ที่วัดอุณหภูมิแบบแสดงผลทันที (Instant read thermometer)

ที่วัดอุณหภูมิแบบแสดงผลทันที (Instant read thermometer)

นี่คือที่วัดอุณหภูมิเนื้อ (Meat Thermometer) ชนิดที่คุณต้องมีครับ

ที่วัดอุณหภูมิแบบแสดงผลทันที (Instant read thermometer) ช่วยวัดอุณหภูมิของเนื้อที่คุณกำลังย่างอยู่อย่างรวดเร็ว ทำให้คุณสามารถเช็คอุณหภูมิในจุดต่างๆ ทันที (ภายในเวลาไม่ถึง 2-3 วินาที) อย่าลืมนะครับ ว่าแต่ละจุดในเนื้อสเต็กหนึ่งชิ้น อาจมีอุณหภูมิที่ไม่เท่ากัน ในขณะที่จุดนึงอุณหภูมิ 125F อีกที่อาจจะเป็น 115F ก็ได้ครับ

นั่นหมายความว่าคุณจะทราบได้เลยว่า เนื้อของคุณมีความสุก (Doneness) เท่าไหร่ ในตำแหน่งไหนบ้างครับ อย่างที่ผมเล่าให้ฟังตอนต้นว่า ความสุกของเนื้อสัตว์นั้นขึ้นอยู่กับอุณหภูมิของเนื้อเท่านั้น เพราะฉะนั้น เมื่อคุณรู้อุณหภูมิในชิ้นเนื้อของคุณ คุณก็จะไม่ Overcook เนื้อของคุณอีกต่อไปครับ

ถึงจุดนี้ คุณจะเริ่มเข้าใจชัดขึ้นว่า ทำไมความแม่นยำและความเร็วมีความสำคัญมากๆ เพราะคุณไม่ได้วัดจุดเดียวแล้วจบครับ ถ้าคุณใช้ที่วัดอุณหภูมิที่แสดงผลช้า กว่าคุณจะรู้อุณหภูมิจุดสุดท้ายในเนื้อของคุณ อุณหภูมิจุดแรกไม่รู้วิ่งไปที่ไหนแล้วครับ นอกจากนั้น ยังเสียเวลาอีกด้วยครับ

ส่วนประกอบของที่วัดอุณหภูมิแบบแสดงผลทันที (Instant read thermometer)
ส่วนประกอบของที่วัดอุณหภูมิแบบแสดงผลทันที (Instant read thermometer)

ส่วนประกอบของที่วัดอุณหภูมิแบบแสดงผลทันที (Instant read thermometer)

โดยทั่วๆ ไปที่วัดอุณหภูมิแบบแสดงผลทันที (Instant read thermometer) จะประกอบไปด้วยเข็มวัดอุณหภูมิ (Probe) ด้ามจับ (Handle) แล้วก็ตัวหน้าจอแสดงผล (Screen) ครับ

รูปแบบของแต่ละยี่ห้องอาจจะแตกต่างกันไปบ้างแต่หลักการเหมือนกันครับ อย่างเช่น บางยี่ห้อก็เป็นแบบพับ (ผมชอบแบบนี้) บางยี่ห้อก็เป็นกดแล้วเข็มเด้งออกมา บางยี่ห้อก็ใช้ฝาครอบเข็มไปเลยครับ

จะเลือกแบบไหน ก็สุดแต่ความชอบครับ แต่ส่วนตัวผมชอบดีไซน์แบบพับครับ เพราะแบบกดแล้วเด้งจะมีสปริงด้านในซึ่งผมไม่มั่นใจว่าสปริงจะทนทานแค่ไหน ส่วนแบบฝาครอบเข็ม.. ผมทำหายแน่นอนครับ 😅

ส่วนในรายละเอียดของแต่ละยี่ห้อ แต่ละรุ่นก็จะมีแตกต่างกันไปบ้าง อย่างเช่น ในรูปด้านบนนั้น Thermapem Mk4 จะมีเซ็นเซอร์จับความสว่างภายนอก ถ้าด้านนอกมืดThermapem Mk4 ก็จะเพิ่มความสว่างของหน้าจอแสดงผลโดยอัตโนมัติครับ

เทคนิคและวิธีใช้ Instant Read Thermometer
ไม่ใช่แค่แทงเข็มเข้าไปในเนื้อแล้วอ่านผลอุณหภูมิ แต่มีอะไรมากกว่านั้น!

วิธีการใช้ที่วัดอุณหภูมิแบบแสดงผลทันที (Instant read thermometer)

สั้นๆ คือ.. แทงเข็มเข้าไปในเนื้อแล้วอ่านผลครับ

อย่าเพิ่งหาว่าผมกวนนะครับ หลักใหญ่ใจความมีแค่นี้จริงๆ ครับ แต่ถ้าถามว่ามีเทคนิคอะไรหรือเปล่าก็แน่นอนครับ

ด้านล่างนี้เป็นเทคนิคการใช้ที่วัดอุณหภูมิแบบแสดงผลทันที (Instant read thermometer) ครับ

เทคนิคที่ 1: เสียบที่วัดอุณหภูมิให้เลยกึ่งกลางไปนิดหน่อย แล้วค่อยๆ ดึงเข็มวัดมาอย่างช้าๆ ครับ

ไม่ใช่พยายามจิ้มให้ได้ตรงกลางพอดี ตามแนวคิดที่ว่า จุดกึ่งกลางของส่วนที่หนาที่สุดของเนื้อชิ้นนั้นๆ จะเป็นที่ๆ มีอุณหภูมิที่ต่ำที่สุดครับ

ถามว่าเพราะอะไร?

เพราะว่ามันยากมากที่คุณจะเสียบได้ตรงกลางพอดีเป๊ะ… และจุดที่อยู่ตรงการพอดีเป๊ะไม่จำเป็นต้องมีอุณหภูมิต่ำที่สุดเสมอไปครับ

การใช้เทคนิคนี้ จะช่วยให้คุณเห็นอุณหภูมิที่ต่ำที่สุดของชิ้นเนื้อในแนวเสียบนั้นอย่างแน่นอน และยังจะทราบการกระจายอุณหภูมิของเนื้อในระยะต่างๆ ที่ลึกลงไปด้วยครับ โดยที่คุณไม่จำเป็นต้องฝึกฝนมากมายครับ

วิธีนี้จะมีข้อดีอยู่หลายอย่าง เช่น คุณไม่ต้องกังวลว่าจุดที่คุณจิ้มลงไปจะเป็นตรงกลางจริงหรือเปล่า แถมพอคุณรู้อุณหภูมิในทุกระยะของเนื้อสเต็กของคุณ คุณก็สามารถดึงเนื้อออกมาพักก่อนได้ หากอุณหภูมิใต้ผิวเนื้อเริ่มสูงเกินไป (overcooked) แล้วค่อยไปย่างต่อครับ

ข้อจำกัดของเทคนิคที่ 1 นี้ก็คือ คุณภาพของที่วัดอุณหภูมิครับ คือถ้าเป็นรุ่นที่แสดงค่าอุณหภูมิช้าวิธีนี้ก็จะใช้ไม่ได้ครับ ต้องเป็นกลุ่มท่ีแสดงผลได้ภายในไม่เกิน 3 วินาทีเท่านั้นครับ (ต้องสามวิจริงๆ นะครับ ผมเห็นของจีนบางยี่ห้อบอก 3 แต่เอาจริงๆ แล้วไม่ใช่ก็มีครับ)

หากคุณมีที่วัดอุณหภูมิแบบแสดงผลทันที (Instant read thermometer) ที่อาจจะสเป็กไม่ได้ขนาดนั้น ก็ให้ใช้วิธีวัดที่จุดกึ่งกลางครับ ซึ่งเพื่อให้ได้ระยะที่ใกล้เคียงจุดกึ่งกลางที่สุด คุณอาจเอาเข็มวัดไปทาบดูระยะความลึกด้านข้างของชิ้นเนื้อก่อนครับ แล้วจำไว้ (หรือเอานิ้วไปจับที่ระยะตรงนั้นไว้) แล้วค่อยเสียบเข้าไปที่ความลึกที่วัดไว้ครับ

เทคนิคที่ 2: วัดหลายๆ จุด และเลี่ยงไขมันและกระดูก

ในความเป็นจริง เนื้อสเต็กของคุณมักจะประกอบไปด้วยเนื้อ ไขมันแทรก และกระดูก ซึ่ง ไขมันและกระดูกจะนำความร้อนได้ดีกว่าเนื้อ นั่นหมายความว่า ถ้าบังเอิญว่าเข็มวัดอุณหภูมิของคุณไปวัดในจุดที่เป็นไขมันพอดี หรือไปโดนกระดูกพอดี อุณหภูมิที่คุณเห็นก็จะสูงกว่าปกติ

ซึ่งหากคุณวัดที่จุดเดียวแล้วโชคร้ายไปวัดได้อุณหภูมิไขมัน หรือกระดูกโดยไม่รู้ตัว ทำให้คุณตัดสินใจเอาเนื้อขึ้นจากเตา หรือกระทะโดยทั้งๆ ที่อุณหภูมิของเนื้อจริงๆ แล้วยังไม่ถึง คุณก็จะได้เนื้อที่ Undercooked หรือดิบกว่าที่คุณต้องการครับ

แล้วก็เหมือนเทคนิคที่ 1 ด้านบนครับ ข้อจำกัดของเทคนิคนี้ ก็คือ ถ้าที่วัดอุณหภูมิแบบแสดงผลทันที (Instant read thermometer) ที่คุณใช้เป็นรุ่นที่แสดงค่าอุณหภูมิช้า กว่าคุณจะวัดตำแหน่งที่ 3 เสร็จ เนื้อที่จุดแรกก็อาจจะสุกเพิ่มไปไหนๆ แล้วก็ได้ครับ

ทคนิคที่ 3 วัดอุณหภูมิผิวเนื้อ

บางคนอาจจะบอกว่าการวัดอุณหภูมิผิวเนื้อเป็นเรื่องธรรมดา แต่ผมมองว่าต้องพูดถึงไว้ครับ เพราะว่าหลายท่านอาจจะคิดไม่ถึงครับ

ปกติแล้ว เรามักใช้ที่วัดอุณหภูมิวัดอุณหภูมิภายในของเนื้อ แต่ก็มีหลายครั้งที่เราควรจะทราบอุณหภูมิที่ผิวของเนื้อด้วยครับ

วิธีง่ายๆ คือเสียบที่วัดอุณหภูมิขนานกันผิวเนื้อลึกลงไปราว 1 มม. ครับ วิธีนี้จะทำให้เราทราบอุณหภูมิผิวเนื้อได้อย่างคร่าวๆ ครับ

การวัดและมอนิเตอร์อุณหภูมิที่ผิวเนื้อสำคัญมากกับการย่างเนื้อแบบ Direct heat หรือ Pan sear ครับ

ทคนิคที่ 4 รู้จักเครื่องมือของคุณให้ดี

เรื่องนี้ผมยอมรับว่าไม่เชิงเรื่องเทคนิคครับ แต่ว่าเป็นสิ่งที่เราอาจจะมองข้ามไปครับ

รู้เขารู้เรา รบร้อยชนะร้อย … ถ้าไม่รู้ว่าเครื่องมือของเราทำงานอย่างไร ก็ยากที่จะใช้ให้ถูกต้องและมีประสิทธิภาพครับ

อย่างเช่นว่า ถ้าที่วัดอุณหภูมิแบบแสดงผลทันที (Instant read thermometer) ของคุณใช้เวลา 5-7 วินาทีกว่าที่จะได้อุณหภูมิที่ถูกต้อง แต่คุณจิ้มเข็มปุ๊บแล้วรีบอ่านค่าปั๊บ อุณหภูมิที่ได้ก็จะไม่ตรงความจริงครับ ซึ่ง ถ้าคุณรู้จักเครื่องมือของคุณ คุณก็แค่รออีกหน่อย คุณก็จะได้อุณหภูมิที่ถูกต้องครับ

หรือถ้าคุณต้องการวัดอุณหภูมิที่ใต้ผิวของชิ้นเนื้อ คุณอาจจะต้องเข้าใจก่อนว่า ตามสเป็กแล้วเข็มวัดอุณหภูมิของคุณต้องลงไปลึกแค่ไหนเพื่อที่จะวัดอุณหภูมิได้ถูกต้อง บางรุ่นจิ้มลงไปลึกแค่ 3 มม. ก็ได้แล้ว บางรุ่นต้องเสียบลึกลงไป 10 มม. ขึ้นอยู่กับตำแหน่งและขนาดของเซ็นเซอร์ที่จับอุณหภูมิที่ปลายเข็มของคุณนั้นใหญ่หรือเล็กแค่ไหนครับ

เครื่องมือที่ดี มีคุณภาพนั้นสำคัญ แต่ความเข้าใจ (หรือเรียกได้ว่า รู้ใจ) ในเครื่องมือของคุณนั้นสำคัญกว่าครับ

Instant read thermometer ในดวงใจ
Instant read thermometer ในดวงใจ

ที่วัดอุณหภูมิแบบแสดงผลทันที (Instant read thermometer) ในดวงใจผม

สั้นๆ ครับ ผมชอบที่วัดอุณหภูมิแบบแสดงผลทันที (Instant read thermometer) แบรนด์ Thermapen ONE ที่สุดครับ

ถามว่าทำไม? ตอบได้เลยว่าทุกอย่างครับ Thermapen ONE นี่ตอบทุกโจทย์จริงๆ ครับ เดี๋ยวผมเล่าให้ฟังด้านล่างครับ

แต่มีหนึ่งเรื่องที่ต้องคุยกันก่อนก็คือ เรื่องราคาครับ ณ เวลาที่เขียนบทความนี้ ราคา Thermapen ONE อยู่ที่ USD105 หรือประมาณ 3,700 บาทครับ อ้างอิงจาก ThermoWorks website ครับ)

ยิ่งไปกว่านั้น ราคาในเมืองไทยที่มีคนหิ้วเข้ามาขายก็บวกราคากันแพงมากเลยครับ ไม่แน่ใจว่าเพราะภาษีนำเข้าหรือว่าเป็นเพราะเค้าสั่งปลีกเข้ามาจากเมืองนอกจากเว็บด้านบนครับ (อัพเดท ณ วันที่ 6 พ.ค. 2565 ผมได้มีการคุยกับผู้ผลิต Thermapen ONE ที่ต่างประเทศ ได้รับการยืนยันว่าบริษัท Cuisine Craft เป็นตัวแทนจำหน่าย Thermapen ONE ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการครับ สำหรับคนที่ไม่คุ้นเคยกับ Cuisine Craft นะครับ เค้าเป็นบริษัทที่จำหน่ายเครื่องมือและอุปกรณ์เกี่ยวกับการทำอาหารให้กับร้านอาหารและเชฟดังๆ หลายต่อหลายคนครับ ผมเองก็สั่งสินค้าบางตัวของเค้ามาใช้อยู่ครับ)

สำหรับผม ตอนซื้อผมสั่งตรงจากเว็บของ ThermoWorks เลยครับ ก็ยอมเสียค่าส่งนิดนึงครับ แล้วก็สั่งของหลายๆ อย่างมาพร้อมๆ กัน ก็ทำให้ค่าส่งรวมๆ แล้วพอหารต่อชิ้นก็ไม่เยอะมากครับ

Thermapen ONE ราคาไม่ได้ถูกเลยครับ แต่ว่าผมบอกได้เลยว่า คุ้มค่าครับ เพราะเท่าที่ผมได้ลองใช้มา (แล้วก็เชฟทั่วโลกก็พูดกันเป็นเสียงเดียวกัน) ว่า Thermopen นั้นดีกว่าของยี่ห้ออื่นๆ แบบไม่เห็นฝุ่นครับ ไม่ว่าจะเป็นช่วงอุณหภูมิที่วัดได้กว้างตั้งแต่ -58 to 572F (-50 to 300C) ความแม่นยำ*ระดับ ±0.5F (± 0.3C)แสดงผลอุณหภูมิที่ถูกต้องภายใน 1 วินาที

*หมายเหตุ “ความแม่นยำ” กับ “ความละเอียดในการแสดงผลบนหน้าจอ” นั้นเป็นคนละเรื่องกันนะครับ หน้าจอจะแสดงความละเอียดที่ทศนิยมหนึ่งตำแหน่ง แต่ไม่แม่นยำก็ได้ครับ สมมุติว่า หน้าจอแสดงผลที่ 130.5F ถ้าเป็น Thermapen ONE นั่นหมายความว่าอุณหภูมิที่แท้จริงจะอยู่ระหว่าง 130-131F ครับ แต่ถ้าเป็นยี่ห้อหรือรุ่นอื่นๆ อาจจะละเอียดในระดับ ±0.9F (± 0.5C) หรือกว้างกว่านั้นครับ ที่ซ้ำแย่ไปกว่านั้นคือ บางรุ่นบางยี่ห้อเคลมว่าความแม่นยำสูงแต่เอาจริงมั่วก็เยอะครับ

นอกจากนั้น Thermapen ONE เป็นที่วัดอุณหภูมิแบบแสดงผลทันที (Instant read thermometer) แทบจะหนึ่งเดียวที่มาพร้อมกับ NIST-traceable calibration certificate หรือ เอกสารสอบเทียบเครื่องมือที่สามารถสอบกลับ (ว่าใครเป็นคนตรวจสอบ ยังไง อะไร แบบไหน) ได้ ซึ่งเอกสารนี้ออกโดยสถาบันมาตรฐานและเทคโนโลยีแห่งชาติของสหรัฐอเมริกาครับ ซึ่งนี้เป็นสิ่งที่ทำให้คุณมั่นใจได้เลยว่า แม่น เป๊ะ แน่นอนครับ

เรื่องอื่นๆ Thermapan ONE ก็สอบผ่านฉลุยหมดครับ ไม่ว่าจะเป็นความทนทาน กันน้ำ หน้าจอแสดงผลหมุนอัตโนมัติให้อ่านผลได้ง่าย มีแสงไฟ Back-lit มีเซ็นเซอร์จับความเคลื่อนไหว ถ้าวางเฉยๆ จะดับเอง พอหยิบขึ้นมาก็จะเปิดอัตโนมัติ

สรุปอีกครั้งคือ… มันดีมากกกครับ

ย้ำตรงนี้อีกครั้งนะครับ แม้ว่าราคาจะสูง แต่ว่าคุ้มครับ เพราะว่าคุณจะไม่ต้องเดาความสุกของเนื้ออีกต่อไปครับ เนื้อคุณซื้อมาโลละเป็นพัน แค่ Thermapen ONE ช่วยให้คุณไม่ Overcook เนื้อดีๆ ไม่กี่ครั้งก็คุ้มค่าแล้วครับ

ที่วัดอุณหภูมิแบบแสดงผลทันที (Instant read thermometer) ที่ดีๆ มีคุณภาพเป็นสิ่งเดียวที่จะช่วยให้สเต็ก หรือ Roast ของคุณออกมาแบบ Perfect Medium Rare โดยที่ไม่ต้องเดาด้วยการเอานิ้วจิ้ม ไม่ต้องกะด้วยเวลา ไม่ต้องตัดแอบดูสีเนื้อด้านใน ถ้าคุณจริงจังกับการทำอาหาร ย่างสเต็ก ทำรมควัน คุณต้องลงทุนกับสิ่งนี้ครับ

ที่วัดอุณหภูมิแบบเสียบทิ้งไว้ (Leave-in thermometer)
ที่วัดอุณหภูมิแบบเสียบทิ้งไว้ (Leave-in thermometer)

ที่วัดอุณหภูมิแบบเสียบทิ้งไว้ (Leave-in thermometer)

ถ้าคุณจำได้ผมเคยบอกว่า ถ้าคุณไม่มีที่วัดอุณหภูมิแบบแสดงผลทันที (Instant read thermometer) ใช้ในการย่างเนื้อ ก็เปรียบเสมือนคุณหลับตาขับรถ

ส่วนการใช้ที่วัดอุณหภูมิแบบเสียบทิ้งไว้ (Leave-in thermometer) ช่วยในการย่างเนื้อ (Reverse sear หรือ Low and Slow) ก็เหมือนกับการใช้ GPS ช่วยในการขับรถครับ

ถ้าคุณเป็นสายรมควัน หรือสายชอบทานเนื้อหนาๆ ไม่ว่าจะเป็น Reverse Sear หรือว่า Sear แล้วต่อด้วย Oven แล้วต้องการความเป็นอิสระ ไม่ต้องคอยเปิดเตามาเช็คอุณหภูมิเนื้อบ่อยๆ ที่วัดอุณหภูมิแบบเสียบทิ้งไว้ (Leave-in thermometer) นี่เหมาะกับคุณเลยครับ

สิ่งที่ที่วัดอุณหภูมิแบบเสียบทิ้งไว้ (Leave-in thermometer) แตกต่างกับที่วัดอุณหภูมิแบบแสดงผลทันที (Instant read thermometer) ก็คือ แบบเสียบทิ้งไว้นั้น ตัวเข็มวัดอุณหภูมิจะถูกเสียบไว้ในอาหาร (สเต็ก Roast หรือ BBQ) ระหว่างที่คุณกำลังทำอาหารเลยครับ ไม่ได้เสียบเช็คอุณหภูมิเป็นครั้งๆ ไปเหมือนแบบแสดงผลทันที

นั่นหมายถึงว่า คุณจะทราบอุณหภูมิ ณ ตำแหน่งที่คุณเสียบเข็มวัดอุณหภูมิเข้าไปตลอดเวลาครับ นอกจากนั้นแล้ว เครื่องรุ่นใหม่ๆ ยังให้คุณตั้งเตือนได้ กรณีที่อุณหภูมิขึ้นสูง หรือต่ำลงจากช่วงอุณหภูมิที่คุณกำหนดไว้ครับ

ใช้ Leave-in thermometer หรือ probe thermometer ช่วยในการมอนิเตอร์อุณหภูมิภายในชิ้น Tomahawk 2 ชิ้น พร้อมๆ กันระหว่างที่ทำ Reverse Sear
หน้าที่หลักของที่วัดอุณหภูมิแบบเสียบทิ้งไว้ (Leave-in thermometer)

หน้าที่หลักของที่วัดอุณหภูมิแบบเสียบทิ้งไว้ (Leave-in thermometer)

ให้คุณรู้อุณหภูมิภายในเนื้อ

เวลาที่คุณทำ Reverse sear หรือรมควัน คุณก็จะสามารถทราบอุณหภูมิภายในเนื้อ ณ จุดท่ีเข็มจิ้มเข้าไปแบบ (เกือบ) เรียลไทม์ (ขึ้นอยู่กับสเป็กของที่วัดของคุณ) ตลอดเวลา

การที่คุณรู้ว่าอุณหภูมิภายในของสเต็กที่คุณกำลังทำอยู่นั้นเป็นเท่าไหร่แล้วนั้นมันดีมากๆ ครับ ช่วยให้คุณเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในสเต็กชิ้นนั้นๆ ทำให้คุณวางแผนได้ถูกว่าจะทำอะไรต่อไป ทำให้คุณไม่ต้องคอยเปิดเตามาเช็คอุณหภูมิอยู่ตลอดเวลา ซึ่งสุดท้ายแล้วก็จะช่วยให้คุณได้สเต็กหรือ Roast ที่สุกเป๊ะตามที่คุณต้องการได้ครับ

แล้วถ้าคุณตั้งเตือนไว้ด้วย (สมมุติ คุณตั้งให้เครื่องเตือนเมื่ออุณหภูมิถึง 120F) พอถึงอุณหภูมินั้นๆ เครื่องก็มีเสียงเตือนทำให้คุณรู้ตัวว่าต้องเข้ามาเช็คเนื้อแล้วครับ ซึ่งก็เช็คด้วยการใช้ที่วัดอุณหภูมิแบบแสดงผลทันที (Instant read thermometer) เสียบเช็คอุณหภูมิที่จุดต่างๆ บนชิ้นเนื้อครับ

ให้คุณรู้อุณหภูมิภายในเตา
ใช้ Probe thermometer ในการมอนิเตอร์อุณหภูมิเตาระหว่างการรมควัน
(ในรูปผมใช้ probe 2 ตัวมาวัดพร้อมๆกัน เพื่อดูว่าอันไหนแม่นยำกว่ากันครับ)

ให้คุณรู้อุณหภูมิภายในเตา

คำถาม คือ ทำไมไม่ใช้ตัววัดอุณหภูมิที่ติดมากับเตาครับ? ทำไมต้องทำงานซ้ำซ้อน?

จริงๆ ผมเคยแชร์ประสพการณ์ตรงของตัววัดอุณหภูมิที่ติดมากับเตา (Oven Thermometer) ไว้ในอีกบทความนึงครับ ซึ่งตอนนั้นผมคิดว่า แค่เราเช็คให้ชัวร์ว่าตัววัดอุณหภูมิที่มากับเตานั้นยังใช้ได้ (เข็มขยับ) หรือเปล่าก็เพียงพอแล้ว โดยการใช้ที่วัดอุณหภูมิแบบเสียบทิ้งไว้ (Leave-in thermometer) ไปช่วยวัดอุณหภูมิเตา จากนั้นก็ดูว่าอุณหภูมิเท่ากันหรือไม่

Oven thermometer
ตัววัดอุณหภูมิที่ติดมากับเตา (Oven Thermometer) มักจะไม่แม่น และแม้จะแม่นก็มักจะติดอยู่ในที่ๆ เนื้อไม่ได้อยู่

แต่ผมคิดผิดครับ เพราะเอาจริงๆ และบอกตรงๆ ก็คือว่า ไม่ว่าตัววัดอุณหภูมิที่ติดมากับเตา (Oven Thermometer) จะทำงาน (เข็มขยับ) หรือไม่ทำงาน (เข็มไม่ขยับ) ก็เชื่อไม่ได้ทั้งนั้นครับ

ถามว่าเพราะอะไร? เพราะว่าตัววัดอุณหภูมิที่ติดมากับเตา (Oven Thermometer) มักจะติดอยู่สูงกว่าระดับที่เราวางอาหารจริง นั่นหมายความว่า ต่อให้ตัววัดอุณหภูมิที่ติดมากับเตา (Oven Thermometer) แสดงผลถูกต้องคุณก็ไม่รู้อยู่ดีว่าอุณหภูมิ ณ บริเวณที่อาหารของคุณนั้นจริงๆ แล้วเป็นเท่าไหร่

ในขณะที่ที่วัดอุณหภูมิแบบเสียบทิ้งไว้ (Leave-in thermometer) หลายๆ รุ่นมักจะมีเข็มวัดแบบทู่ๆ ที่ใช้วัดอุณหภูมิอากาศมาให้ด้วย พร้อมกับคลิปที่ใช้หนีบกับตะแกรงในเตาติดมาด้วย ทำให้คุณสามารถวัดอุณหภูมิในระดับเดียวกับอาหารได้ ทำให้เกิดความแม่นยำที่แท้จริงครับ

ผมเคยทดลองวัดอุณหภูมิที่ระดับเดียวกับชิ้นเนื้อสเต็ก (ระยะประมาณ 1 นิ้วจากตะแกรงย่าง) เทียบกับอุณหภูมิที่แสดงที่ตัววัดอุณหภูมิที่ติดมากับเตา (Oven Thermometer) ปรากฏว่าอุณหภูมิต่างกันถึง 20-50F เลยครับ (ทั้งๆ ที่เตาที่ผมใช้เป็นแบรนด์ Weber ซึ่งเป็นแบรนด์ที่เป็นที่ได้รับการยอมรับ และนับว่ามีมาตรฐานครับ)

ส่วนประกอบของ Probe thermometer
*ขอบคุณภาพจาก Thermoworks.com

ส่วนประกอบของที่วัดอุณหภูมิแบบเสียบทิ้งไว้ (Leave-in thermometer)

ถ้าคุณไม่คุ้นเคยกับที่วัดอุณหภูมิแบบเสียบทิ้งไว้ (Leave-in thermometer) ผมอธิบายให้ฟังก่อนครับ

โดยทั่วๆ ไปที่วัดอุณหภูมิแบบเสียบทิ้งไว้ (Leave-in thermometer) จะประกอบไปด้วยเข็มวัดอุณหภูมิที่ต่อกับสายเคเบิ้ลทนความร้อนที่ปลายด้านหนึ่ง ส่วนปลายอีกด้านนึงของสายจะไปต่อกับตัวเครื่องที่มีหน้าจอแสดงอุณหภูมิ และปุ่มฟังก์ชั่นต่างๆ สำหรับตั้งเตือนเมื่อถึงอุณหภูมิที่ต้องการ หรือให้เตือนเมื่ออุณหภูมิหลุดออกจากช่วงที่ต้องการได้ครับ

นอกจากนั้น บางรุ่นอาจจะมีตัวแสดงผลแบบไร้สายที่ทำให้คุณสามารถดูอุณหภูมิจากที่ๆ ไกลจากเตาออกไปได้ หรือสามารถต่อพ่วงกับโทรศัพท์มือถือแล้วแสดงค่าต่างๆ ผ่านแอพได้ครับ

รูปแบบของ Probe Thermometer
ที่วัดอุณหภูมิแบบเสียบทิ้งไว้ (Leave-in thermometer) แบบไร้สาย (Wireless) และเชื่อมต่อกับตัวแสดงผลด้วย Radio Frequency (RF)

รูปแบบของที่วัดอุณหภูมิแบบเสียบทิ้งไว้ (Leave-in thermometer)

รูปแบบของที่วัดอุณหภูมิแบบเสียบทิ้งไว้ (Leave-in thermometer) จะมีหลายดีไซน์มากครับ ดังนั้น เพื่อให้คุณเข้าใจวิธีการทำงานของแต่ละแบบ รวมถึง ข้อดี ข้อเสีย เพื่อให้คุณสามารถเลือกที่วัดอุณหภูมิแบบเสียบทิ้งไว้ (Leave-in thermometer)ที่เหมาะกับคุณที่สุดได้ครับ

จะได้ไม่ต้องลองผิด ลองถูก (และเสียตังค์) แบบผมครับ

นี่คือรูปแบบทั้งหมดที่มีในตลาด ณ ตอนที่เขียนบทความนี้ครับ

  1. แบบมีสาย (Wired)
  2. แบบไร้สาย (Wireless) และเชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือด้วย Bluetooth
  3. แบบไร้สาย (Wireless) และเชื่อมต่อกับ Internet + มือถือ ผ่าน Wifi
  4. แบบไร้สาย (Wireless) และเชื่อมต่อกับตัวแสดงผลด้วย Radio Frequency (RF)
  5. แบบไร้สาย (Wireless) – Meater

จริงๆ แบ่งกว้างๆ ก็จะมี 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ แบบมีสาย กับไร้สายนะครับ

ฟังดูอาจจะวุ่นวาย แต่จริงๆ ไม่ได้ยากอย่างที่คิดครับ เพราะทั้งหลายทั้งปวงก็เป็นแค่วิธีที่ที่วัดอุณหภูมิแบบเสียบทิ้งไว้ (Leave-in thermometer) ใช้ส่งข้อมูลอุณหภูมิมาให้คุณครับ

คิดง่ายๆ แบบนี้ ถ้าคุณเป็นคนชอบเทคโนโลยีไร้สาย เช่น ใช้หูฟังบลูทูธ หรือลำโพงบลูทูธ และรู้สึกว่าความสะดวกที่ได้นั้นคุ้มค่าแม้จะต้องแลกกับความขลุกขลักที่จะต้องเชื่อมต่อใหม่ในบางครั้ง คุณก็อาจจะชอบแบบที่ 2 และ 3 ครับ

แต่ถ้าคุณชอบของชัวร์ เปิดปุ๊บใช้ปั๊บ มีความเสถียรสูง ใช้งานไม่ติดขัด เช่น หูฟังแบบมีสาย ล่ะก็ คุณก็น่าจะชอบแบบที่ 1 หรือ 4 ครับ

ถ้ายังงงๆ อยู่ เดี๋ยวผมค่อยๆ อธิบายให้ฟังทีละอันนะครับ

ที่วัดอุณหภูมิแบบเสียบทิ้งไว้ (Leave-in thermometer) แบบมีสาย (Wired)
ที่วัดอุณหภูมิแบบเสียบทิ้งไว้ (Leave-in thermometer) แบบมีสาย (Wired)
*ขอบคุณภาพจาก Thermoworks.com

แบบมีสาย (Wired)

รูปแบบ Basic ที่สุดของที่วัดอุณหภูมิแบบเสียบทิ้งไว้ (Leave-in thermometer) ก็คือแบบนี้ครับ คือ มีตัวเครื่องหน้าจอแสดงผล สายเคเบิล แล้วก็ตัวเข็มวัดอุณหภูมิครับ บางรุ่น (เช่นในรูปด้านบน) สามารถตั้งเตือนเมื่อถึงอุณหภูมิที่ต้องการ หรือเตือนเมื่ออุณหภูมิหลุดออกจากช่วงที่ต้องการได้ครับ

เรามาดูข้อดี และข้อจำกัดของที่วัดอุณหภูมิแบบนี้กันครับ

ข้อดี คือ ใช้ง่าย เข้าใจง่าย ตรงไปตรงมา และมักมีราคาไม่แพงครับ

ข้อจำกัด คือ คุณจำเป็นต้องอยู่ใกล้ๆ ตัวเครื่องตลอดเวลาครับ เพราะว่าสายเคเบิ้ลมักจะยาว 1-2 เมตรเท่านั้นครับ ถ้าคุณไปไกลๆ คุณก็จะไม่เห็นอุณหภูมิว่าไปถึงไหนแล้ว รวมถึงอาจไม่ได้ยินเสียงสัญญาณเตือน กรณี คุณตั้งให้เครื่องเตือนเมื่อถึงอุณหภูมิที่ต้องการครับ

ที่นี้ก็ขึ้นอยู่กับสไตล์การย่างสเต็ก หรือทำ Barbecue ของคุณครับ ว่าคุณจะอยู่ใกล้ๆ เตาตลอดเวลาไหม และคุณใช้เวลานานแค่ไหนระหว่างทำครับ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณมักจะทำแค่ Reverse Sear Steak ประมาณ 30-60 นาที คุณสามารถใช้ที่วัดอุณหภูมิแบบเสียบทิ้งไว้ (Leave-in thermometer) แบบมีสายก็ได้สบายๆ นะครับ พอเอาเนื้อเข้าเตาทิ้งไว้ ระหว่างนั้นก็ไปทำอย่างอื่นๆ เตรียมเครื่องเคียง หรือทำอื่นๆ ไปพลางๆ ครับ แป๊บๆ ก็หมด 45 นาทีแล้วครับ

แต่ถ้าคุณทำ Low and slow แบบ Smoked Short rib 6-8 ชั่วโมง หรือ Smoked Brisket ข้ามคืน คุณคงต้องการที่จะปล่อยเตาไว้ และไปทำอย่างอื่นๆ เช่น อาบน้ำ ดูทีวี คุยกับเพื่อน หรือแม้แต่นอนเอาแรง ใช่ไหมครับ

ถ้าเป็นแบบนี้คุณควรพิจารณาใช้ที่วัดอุณหภูมิแบบเสียบทิ้งไว้ (Leave-in thermometer) แบบไร้สาย (Wireless) ครับ

Probe thermometer แบบใช้ Wifi หรือ Bluetooth
ที่วัดอุณหภูมิแบบเสียบทิ้งไว้ (Leave-in thermometer)แบบไร้สาย (Wireless) และเชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือด้วย Bluetooth และ Wifi
*ขอบคุณภาพจาก Thermoworks.com

แบบไร้สาย (Wireless) และเชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือด้วย Bluetooth

รูปแบบนี้จะเหมือนกับที่วัดอุณหภูมิแบบเสียบทิ้งไว้ (Leave-in thermometer) แบบมีสาย (Wired) เลยครับ ต่างกันนิดเดียวตรงที่ว่า ตัวเครื่องสามาถเชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือผ่าน Bluetooth ได้ครับ

นั่นหมายความว่า คุณสามารถมอนิเตอร์อุณหภูมิผ่านแอพในมือถือได้ โดยไม่ต้องอยู่ใกล้กับเตา ตราบใดที่สัญญาณ Bluetooth ระหว่างโทรศัพท์กับที่วัดอุณหภูมิยังเชื่อมต่อกันอยู่ครับ ซึ่งในสายตาผมมองว่าเป็นสิ่งที่ช่วยเพิ่มความสะดวกให้กับคุณอีกมากเลยครับ นอกจากนั้นแล้ว แอพยังมักแสดงผลอุณหภูมิแต่ละช่วงเวลาเป็นกราฟให้คุณดูอีกด้วยครับ (สายเนิร์ดอย่างผมชอบเลยครับ)

เรามาดูข้อดี และข้อจำกัดของที่วัดอุณหภูมิแบบนี้กันครับ

ข้อดี คือ คุณได้อิสระในการเดินไปมา ระหว่างที่รอสเต็กของคุณค่อยๆ อบภายในเตาได้โดยที่ไม่ต้องยืนจ้องอยู่หน้าเตาตลอดเวลาครับ แต่สิ่งที่เป็นข้อดีที่สุดของที่วัดอุณหภูมิแบบที่เชื่อมต่อกับแอพบนโทรศัพท์มือถือก็คือ คุณสามารถเห็นกราฟอุณหภูมิเลยว่าในแต่ละเวลาอุณหภูมิของเนื้อ หรือของเตาเป็นเท่าไหร่ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะทำให้คุณเข้าใจการย่างเนื้อของคุณมากขึ้นครับ นอกจากนั้นคุณสามารถเชื่อมต่อที่วัดอุณหภูมิกับโทรศัพท์ของคุณผ่าน Bluetooth โดยที่ไม่ต้องพึ่งสัญญาณอินเตอร์เน็ตจาก Wifi Router หรือ Hotspot ครับ

ข้อจำกัด คือ เรื่องระยะทางที่สัญญาณ Bluetooth สามารถเชื่อมต่อได้ครับ ซึ่งBluetooth เป็นเทคโนโลยีการเชื่อมต่อระยะใกล้ (10-50 เมตร สำหรับ Bluetooth 4.2 และสูงสุด 200 เมตรสำหรับ Bluetooth 5.0 ในบริเวณภายนอกอาคารที่ไม่มีผนังกั้น) ดังนั้น หากคุณย่างเนื้อหรือรมควันอยู่นอกบ้าน แล้วต้องเดินเข้าบ้าน โอกาสที่สัญญาณ Bluetooth จะหลุดมีสูงมากๆครับ

อีกอย่างนึงก็คือ การเชื่อมต่อระหว่างที่วัดอุณหภูมิกับโทรศัพท์มือถืออาจจะไม่เสถียรอย่างที่คุณคิดครับ (อาจจะอารมณ์เสียและหงุดหงิดได้ง่ายๆ เพราะเชื่อมต่อแล้วหากันไม่เจอซักทีครับ) โดยเฉพาะถ้าคุณเลือกใช้ที่วัดอุณหภูมิของจีน หรือของแบรนด์ที่คุณภาพไม่ค่อยดี ซึ่งเท่าที่ผมศึกษามาแม้แต่แบรนด์ดีๆ ยังมีรีวิวที่บอกว่าเชื่อมต่อยากอยู่พอสมควรครับ

ถามว่า ถ้า Bluetooth หลุดแล้วจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง? จริงๆ ก็แค่ว่าคุณจะไม่ได้รับข้อมูลอุณหภูมิที่โทรศัพท์มือถือของคุณครับ (ถ้าคุณต้องการกราฟ ก็จะเจอกราฟแหว่งได้ครับ) ส่วนที่ตัวเครื่องที่วัดอุณหภูมิ ก็จะแสดงผลต่อไปเรื่อยๆ ครับ การแจ้งเตือนที่ตัวเครื่องก็เหมือนเดิมครับ

นอกจากนั้น ยังมีสิ่งที่คุณอาจจะมองว่าไม่ใช่ข้อจำกัด หรืออาจจะมองว่าเป็นข้อดีเลยก็ได้ แต่สำหรับผม ผมมองว่าเป็นข้อจำกัดครับ นั่นก็คือ การที่คุณต้องใช้โทรศัพท์มือถือในการเชื่อมต่อ อ่านอุณหภูมิ ตั้งเตือน และอื่นๆ ครับ

ถามว่าเพราะอะไรน่ะเหรอครับ คือ เวลาที่ผมทำอาหาร มือก็เลอะเทอะครับ ต้องเอามาจับ มาเขี่ยโทรศัพท์ ต้อง unlock โทรศัพท์ แล้วบางทีกำลังตั้งค่าอยู่ก็อาจมีคนโทรเข้ามา หรืออาจเผลอทำตกเสียหายครับ (ประสพการ์ณจริงครับ) นอกจากนั้น การเชื่อมต่อ และต้องคอยเปิดหน้าจอเพื่ออ่านค่าอุณหภูมิอยู่ตลอดก็ทำให้แบตหมดเร็วขึ้นด้วยครับ

เวลาผมเขียนบทความ ผมตั้งใจว่าจะไม่เขียนให้ดูลำเอียงหรือให้ความเห็นส่วนตัวมากเกินไป อยากให้คุณผู้อ่านได้ตัดสินใจเอง แต่ครั้งนี้ ผมขอพูดตรงๆ นะครับ

สำหรับผมที่วัดอุณหภูมิแบบไร้สาย (Wireless) และเชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือด้วย Bluetooth ไม่ได้มีประโยชน์อะไรมากครับ เพราะจะไปไกลก็ไปไม่ได้จริง ถ้าคุณจะต้อง Smoke เนื้อ Brisket 18 ชั่วโมง อันนี้ก็ไม่ได้แล้ว เพราะเข้าบ้านไปงีบก็สัญญาณขาดง่ายๆ ครับ แถมคุณอาจต้องชาร์ทโทรศัพท์อยู่เรื่อยๆ หรือต้องคอยชาร์ตหรือ เสียบ Power bank ติดไว้ตลอดเวลาเลยครับ

แบบไร้สาย (Wireless) และเชื่อมต่อกับ Internet + มือถือ ผ่าน Wifi

สำหรับรูปแบบนี้ จะใกล้เคียงกับที่วัดอุณหภูมิแบบไร้สาย (Wireless) และเชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือด้วย Bluetooth มากๆ ครับ จะต่างกันก็ตรงที่แทนที่จะใช้ Bluetoothที่วัดอุณหภูมิแบบเสียบทิ้งไว้ (Leave-in thermometer)แบบนี้เชื่อมต่อกับ Internet โดยตรงผ่าน Wifi Router หรือ Hotspot เลยครับ

นั่นหมายความว่า

ข้อมูลอุณหภูมิของคุณจะถูกส่งไปอยู่ใน Cloud ซึ่งนั่นหมายความว่า คุณสามารถเช็คอุณหภูมิผ่าน Browser อะไรก็ได้ โดยไม่จำเป็นต้องใช้แอพบนมือถือ (อันนี้ขึ้นอยู่กับรุ่นและยี่ห้อด้วยนะครับ) คุณสามารถดูอุณหภูมิผ่านแอพบนมือถือได้จากทุกที่ที่คุณไป ตราบใดที่โทรศัพท์มือถือของคุณเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ต (รวมถึงกราฟด้วยครับ)

เรามาดูข้อดี และข้อจำกัดของที่วัดอุณหภูมิแบบนี้กันครับ

ข้อดี ของที่วัดอุณหภูมิแบบนี้ จะเหมือนกับแบบเชื่อมต่อด้วย Bluetooth เลยครับ จะดีกว่าก็ตรงที่คุณไม่ต้องกังวลเรื่องระยะห่างระหว่างโทรศัพท์ของคุณกับตัวเครื่องที่วัดอุณหภูมิครับ คุณสามารถออกไปเดินห้าง หรือไปจ่ายตลาด ไปวิ่งออกกำลังกายรอบหมู่บ้าน หรือนอนรอได้อย่างสบายๆ ครับ ระยะทางจะไม่ใช่ปัญหาของคุณเลยครับ

ข้อจำกัด เรื่องแรกเลยก็คือ คุณต้องมี Wifi Router หรือ Wifi hotspot อยู่ใกล้ๆ จุดที่ตัวเครื่องตั้งอยู่ครับ ซึ่งถ้าสัญญาณ Wifi ของที่บ้านของคุณมาไม่ถึงบริเวณที่คุณย่างเนื้อ หรือทำ Smoke คุณก็ต้องไปเพิ่มจุดสัญญาณ Wifi อีกครับ ถามว่าคุณใช้ Hotspot จากโทรศัพท์มือถือได้ไหม? มันก็ได้นะครับ แต่… ถ้าอย่างนั้นคุณก็ต้องทิ้งโทรศัพท์มือถือของคุณไว้ใกล้ๆ เตา แล้วคุณจะไปไหนไกลได้ยังไง ถูกไหมครับ?

นอกจากนั้น ความสเถียรของการเชื่อมต่อระหว่างตัวเครื่องกับ Wifi Router หรือ Hotspot นั้นอาจไม่นิ่ง หรือถ้าคุณโชคดีไม่เคยมีปัญหาเรื่องการเชื่อมต่อ แต่หากคุณต้องไปย่างเนื้อหรือรมควันนอกสถานที่ เช่น ไปทำเนื้อบ้านเพื่อน (อันนี้ผมทำบ่อยครับ) แล้วคุณต้องเซ็ทค่ารหัสผ่านใหม่ทุกครั้งที่เปลี่ยน Router หรือ Hotspot ก็คงจะไม่สะดวกสบายครับ

เรื่องอื่นๆ ก็จะคล้ายๆ กันแบบเชื่อมต่อด้วย Bluetooth ที่พูดถึงไปแล้วด้านบนครับ

ส่วนตัวผมไม่ได้เลือกแบบนี้ เพราะว่าผมไปย่างเนื้อหรือรมควันนอกสถานที่อยู่เรื่อยๆ ครับ

แต่โดยทั่วไป ผมมองว่าที่วัดอุณหภูมิแบบไร้สาย (Wireless) และเชื่อมต่อกับ Internet + มือถือ ผ่าน Wifi นี่เหมาะมากสำหรับคนที่การใช้งานอยู่ที่จุดใดจุดหนึ่งไม่ค่อยเปลี่ยน และมีสัญญาณ Wifi ถึงครับ

แบบไร้สาย (Wireless) และเชื่อมต่อกับตัวแสดงผลด้วย Radio Frequency (RF)
แบบไร้สาย (Wireless) และเชื่อมต่อกับตัวแสดงผลด้วย Radio Frequency (RF)

แบบไร้สาย (Wireless) และเชื่อมต่อกับตัวแสดงผลด้วย Radio Frequency (RF)

และแล้วก็มาถึงรูปแบบของที่วัดอุณหภูมิแบบเสียบทิ้งไว้ (Leave-in thermometer) ที่ผมชอบที่สุดครับ คือแบบไร้สาย (Wireless) และเชื่อมต่อกับตัวแสดงผลด้วย Radio Frequency (RF)

สำหรับที่วัดอุณหภูมิแบบนี้ จะมีตัวเครื่อง (Base unit) เข็มวัดอุณหภูมิ และตัวแสดงผล (Receiving unit) แยกออกมาครับ โดยที่ตัวเครื่องจะเชื่อมต่อกับตัวแสดงผลด้วยคลื่นวิทยุ หรือ Radio Frequency หรือ RF นั่นเองครับ

พอเปิดตัวเครื่อง และตัวแสดงผลปุ๊บ ทั้งสองก็จะเชื่อมต่อกันเองโดยอัตโนมัติพร้อมใช้งานโดยที่คุณไม่ต้องทำอะไรเลย (ไม่ต้องต่อ Bluetooth ไม่ต้องต่อ Internet)

ฝั่งตัวเครื่องกับเข็มวัดอุณหภูมิก็อยู่ใกล้ๆ เตา ส่วนตัวคุณกับตัวแสดงผลก็สามารถไปไหนก็ได้ครับ ที่ผมชอบที่สุดก็คือ ไม่ต้องเอามือถือเข้ามาวุ่นวายครับ

แต่ถามว่ารูปแบบนี้สุดยอดไปซะทุกอย่างหรือเปล่าก็ต้องตอบว่าไม่ครับเรามาดูข้อดี และข้อจำกัดของที่วัดอุณหภูมิแบบนี้กันครับ

ข้อดี คือ ความเสถียรครับ คุณไม่ต้องคอยกังวลกับเทคโนโลยีการเชื่อมต่อ (bluetooth, wifi, etc) และสามารถโฟกัสกับการย่างเนื้อหรือรมควันได้เต็มที่ครับ ตัวแสดงผลเองก็มักถูกออกแบบมาให้เหมาะกับสภาพในครัวทำให้มีความทนทานครับ เลอะคราบน้ำ นำ้มัน ซอส ก็ไม่ต้องเซ็งเท่าเลอะโทรศัพท์มือถือครับ

ข้อจำกัด คือ ระยะทางการเชื่อมต่อของคลื่นวิทยุที่ถูกจำกัดด้วยความแรงของสัญญาณวิทยุ (RF) ครับ ซึ่งมีตั้งแต่ 40-50 เมตร จนไปถึง 2 กิโลเมตร (แบบไม่มีสิ่งกีดขวาง) ซึ่งคุณต้องเลือกดีๆ ครับ โดยควรพิจารณาเรื่องสิ่งกีดขวาง เช่น กำแพงบ้าน เข้าไปด้วยครับ ซึ่งถ้าเป็นที่วัดอุณหภูมิแบบเสียบทิ้งไว้ (Leave-in thermometer)แบบนี้เชื่อมต่อกับ Internet โดยตรงผ่าน Wifi Router หรือ Hotspot ก็จะไม่มีข้อจำกัดแบบนี้ครับ

อีกเรื่องนึงที่เป็นข้อจำกัดก็คือ คุณจะไม่สามารถเรียกกราฟมาดูได้เหมือนแบบที่ใช้ Bluetooth หรือแบบใช้ Wifi ครับ ครับ ซึ่งก็เข้าใจได้เพราะข้อมูลอุณหภูมิไม่ได้ถูกส่งผ่านอินเตอร์เน็ตหรือโทรศัพท์มือถือ (แต่เป็นฟีเจอร์ที่ผมอยากได้มากๆๆๆครับ)

ส่วนตัวผมชอบที่วัดอุณหภูมิแบบเสียบทิ้งไว้ (Leave-in thermometer) แบบนี้ครับ เพราะว่าเหมาะกับสไตล์การทำงานของผมที่สุดครับ

Meater Plus
Meater Plus
*ขอบคุณภาพจาก meater.com

Meater

Meater ถือว่าเป็นนวัตกรรมล่าสุดของที่วัดอุณหภูมิแบบเสียบทิ้งไว้ (Leave-in thermometer) ก็ว่าได้ครับ ถ้าคุณคุ้นเคยหรือเป็นแฟนคลับของ Youtuber ชื่อดังอย่าง Guga แห่ง Sousvide Everything และ Gugafood คุณจะเห็นอุปกรณ์ชิ้นนี้อย่างแน่นอนครับ

Meater มีหลายรุ่น ตั้งแต่ Original Meater, Meater Plus และ Meater Block ครับ ซึ่งแต่ละรุ่นจะเชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือด้วย Bluetooth หรือ Wifi และทุกรุ่นจำเป็นต้องใช้โทรศัพท์มือถือด้วยเท่านั้น ไม่สามารถทำงานได้ด้วยตัวเองได้ยกเว้นรุ่น Meater Block ครับ ดังนั้นในภาพรวมทั่วไป ข้อดี ข้อเสีย ระยะการทำงาน ก็จะคล้ายๆ กับสิ่งที่ผมเขียนไว้แล้วด้านบนครับ (คลิกเพื่ออ่าน >> แบบเชื่อมต่อด้วย Bluetooth >> แบบเชื่อมต่อด้วย Wifi)

สิ่งที่เป็นข้อแตกต่างจริงๆ ที่ทำให้ Meater มีความโดดเด่นมากก็คือเรื่องของดีไซน์ และแอพบนมือถือครับ

อย่างเช่น ในเข็มวัดอุณหภูมิของ Meater 1 อัน มีเซนเซอร์วัดอุณหภูมิ 2 จุดที่ปลายทั้งสองด้านของเข็ม โดยฝั่งแหลมก็ใช้แทงเข้าไปวัดอุณหภูมิภายในของเนื้อ ฝั่งด้านด้านจับก็ใช้วัดอุณหภูมิของเตา ซึ่งผมมองว่าเป็นดีไซน์ที่ดีมากๆ นะครับ เพราะอุณหภูมิที่วัดได้ก็จะเป็นอุณหภูมิของเตาในระดับเดียวกับชิ้นเนื้อเลย แถมไม่ต้องวุ่นวายมีเข็มวัดอุณหภูมิสองอันเหมือนแบบอื่นๆ ครับ

นอกจากนั้น เข็มของ Meater นั้น จะไม่มีสายเลยครับ นั่นหมายความว่าคุณไม่ต้องมาปวดหัวคอยพันสาย คลี่สาย กลัวสายหัก บิด ขาดครับ

ส่วนแอพของ Meater ยังมีความฉลาดมากๆ ครับ เพราะจะช่วยคำนวนและแนะนำด้วยว่าคุณควรจะดึงเนื้อออกจากเตาตอนไหนเพื่อให้พอพักเนื้อเสร็จแล้ว Carry over cooking จะพาให้อุณหภูมิไปที่ความสุกที่คุณต้องการพอดีครับ

สำหรับผม โดยส่วนตัวผมยังไม่เคยใช้ Meater ด้วยตัวเองนะครับ เลยอาจจะคอมเม้นไม่ได้เยอะ แต่ถ้าถามผมตอนนี้ ผมมองว่า Meater เป็นเครื่องมือที่ดีมากๆ ครับ ทำให้คุณสามารถย่างสเต็กได้ง่ายขึ้น ช่วยให้คนที่อาจยังไม่มีประสพการ์ณหรือความเข้าใจอย่างลึกซึ้งมากนักสามารถทำให้ได้สเต็กที่มีความสุกที่ต้องการได้อย่างไม่ยากครับ

วิธีการใช้ที่วัดอุณหภูมิแบบเสียบทิ้งไว้ (Leave-in thermometer)
Set up ของ Leave-in thermometer ในการ Reverse sear Cowboy steak หนา 3 นิ้ว

วิธีการใช้ที่วัดอุณหภูมิแบบเสียบทิ้งไว้ (Leave-in thermometer)

สั้นๆ คือ.. แทงเข็มเข้าไปในเนื้อ หรือวางเข็มเข้าไปในเตาแล้วดูอุณหภูมิที่เปลี่ยนไปจากหน้าจอแสดงผลครับ

อีกครั้งที่หลักใหญ่ใจความมีแค่นี้ แต่ว่า… อ่านต่ออีกหน่อยแล้วคุณจะได้เทคนิคดีๆ หลายอย่างที่จะทำให้คุณใช้ที่วัดอุณหภูมิแบบเสียบทิ้งไว้ (Leave-in thermometer) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งหมายถึงสเต็กที่สุกเป๊ะ Juicy ตามที่คุณอยากให้เป็นครับ

ด้านล่างนี้เป็นเทคนิคการใช้ที่วัดอุณหภูมิแบบเสียบทิ้งไว้ (Leave-in thermometer) ครับ

เทคนิคที่ 1: ตรวจสอบความถูกต้องของอุณหภูมิภายในชิ้นเนื้อกับที่วัดอุณหภูมิแบบแสดงผลทันที (Instant read thermometer)

อย่าเพิ่งงงนะครับ ว่าทำไมเทคนิคแรกถึงฟังแปลกๆ เพราะคุณอาจคิดว่า ถ้าต้องตรวจสอบความถูกต้องของที่วัดอุณหภูมิแบบเสียบทิ้งไว้ (Leave-in thermometer) อีกที แล้วจะใช้ทำไม????

ฟังผมก่อนครับ

คือโดยปกติแล้วพอคุณเสียบเข็มวัดเข้าไปในเนื้อแล้ว คุณมักจะทิ้งเข็มไว้ตรงนั้นเลย และดูอุณหภูมิที่หน้าจอแสดงผลอย่างเดียว ไม่กลับมาขยับเข็มไปมาแล้ว ใช่ไหมครับ

ทีนี้ ตามหลักการที่ว่า จุดกึ่งกลางของส่วนที่หนาที่สุดของเนื้อชิ้นนั้นๆ จะเป็นที่ๆ มีอุณหภูมิที่ต่ำที่สุด ผมมั่นใจและหวังว่าคุณก็จะเล็งแล้วว่าคุณเสียบเข็มวัดเข้าไปกึ่งกลางพอดีครับ

คุณน่าจะจำได้อีกว่าผมเคยเล่าให้ฟังแล้วว่าไขมันและกระดูกจะนำความร้อนได้ดีกว่าเนื้อ นั่นหมายความว่า ถ้าบังเอิญว่าเข็มวัดอุณหภูมิของคุณไปวัดในจุดที่เป็นไขมันพอดี หรือไปโดนกระดูกพอดี อุณหภูมิที่คุณเห็นก็จะสูงกว่าปกติครับ

ผมไม่ค่อยห่วงเรื่องกระดูกนะครับ เพราะโอกาสที่คุณจะเสียบเข็มไปทิ่มตรงกระดูกโดยไม่รู้ตัวนั้นผมว่ามีน้อยมากครับ

แต่โอกาสที่คุณจะเสียบเข็มไปแล้ว ไม่ได้อยู่กึ่งกลางพอดี นั่นมีโอกาสพอสมควรเลยครับ พวกเราไม่ใช่หุ่นยนต์ถูกไหมครับ แล้วเนื้อของคุณก็อาจหนา 1 – 3 นิ้ว ดังนั้น การที่เข็มเบ้ไปด้านใดด้านหนึ่ง ก็อาจทำให้คุณไม่ได้เห็นอุณหภูมิที่ต่ำที่สุดก็ได้ครับ

อีกอย่างนึงก็คือโอกาสที่คุณจะเสียบเข็มไปแล้ว ไปโดนก้อนไขมันที่อยู่ในชิ้นเนื้อที่คุณมองไม่เห็นจากด้านนอกพอดี… โอกาสไม่มากครับ แต่ไม่ใช่ว่าจะไม่เกิดขึ้น

นอกจากนั้นแล้ว เตาย่างหรือเตาอบ หรือเตารมควันทุกเตา ไม่ว่าจะถูกหรือแพงแค่ไหน ภายในเตาก็จะมีตำแหน่งที่ร้อนและเย็นไม่เท่ากันอยู่ครับ เนื้อของคุณฝั่งที่ร้อนกว่าย่อมที่จะสุกเร็วกว่าครับ

ถ้าคุณกลับไปที่จุดเริ่มต้นของบทความนี้เลย ผมบอกว่า “การย่างเนื้อที่ไม่มีที่วัดอุณหภูมิเนื้อก็เหมือนหลับตาขับรถ แถมยังไม่มี GPS อีกต่างหาก

นี่คือเรื่องจริงครับ

การที่คุณใช้ที่วัดอุณหภูมิแบบเสียบทิ้งไว้ (Leave-in thermometer) ก็เหมือนกับการใช้ Google maps นำทางครับ คุณได้ความสบาย ไม่ต้องเครียดมากเวลาขับ (ย่าง) เพราะคุณจะทราบว่าปัจจุบันคุณอยู่ที่ไหน (อุณหภูมิ) อย่างคร่าวๆ และคุณได้รับการเตือนเมื่อใกล้ถึงที่หมาย (อุณหภูมิเป้าหมาย) แต่คุณก็ยังต้องลืมตามองทางและมีสติในการขับรถครับ (ลืมตามองทางคือที่วัดอุณหภูมิแบบแสดงผลทันที (Instant read thermometer) ครับ)

บางครั้งบางที Google maps อาจพาคุณไปผิดพลาดไปบ้าง คุณก็ต้องมองทางและมีสติทำความเข้าใจว่าคุณอยู่ตรงไหนกันแน่ ใช้ที่วัดอุณหภูมิแบบแสดงผลทันที (Instant read thermometer) แล้วแก้ปัญหาและหาทางไปที่ถูกต้อง

หรือ หากคุณไปถูกทาง และใกล้ถึงจุดหมายมากๆแล้ว คุณก็คงไม่ได้จอดรถในตำแหน่งที่ Google maps บอกคุณว่า คุณถึงที่หมายแล้ว (ถึงอุณหภูมิเป้าหมายแล้ว) ใช่ไหมครับ คุณคงต้องมองดูรอบๆ แล้วก็หาว่าจุดหมายที่แท้จริง (อุณหภูมิเป้าหมายที่แท้จริง) ของคุณอยู่ตรงไหนกันแน่ ด้วยที่วัดอุณหภูมิแบบแสดงผลทันที (Instant read thermometer) ครับ

เปรียบเทียบนู่นนี่มายืดยาว หวังว่าผมจะไม่ได้ทำให้คุณสับสนกว่าเดิมนะครับ

สรุปสั้นๆ แบบนี้ครับ

เวลาที่คุณใช้ที่วัดอุณหภูมิแบบเสียบทิ้งไว้ (Leave-in thermometer) พอผ่านไปครึ่งทาง (เช่น ถ้าคุณ Reverse sear โดยมีเป้าหมายดึงเนื้อออกจากเตาที่ 125F พอที่วัดอุณหภูมิแบบเสียบทิ้งไว้ (Leave-in thermometer) แสดงอุณหภูมิภายในเนื้อถึงราวๆ 80F) ก็ให้คุณเช็คอุณหภูมิของชิ้นเนื้อด้วยที่วัดอุณหภูมิแบบแสดงผลทันที (Instant read thermometer) มาเทียบกันครับ ถ้าอยู่ในช่วงใกล้ๆ กันก็ถือว่าใช้ได้ มาถูกทางแล้วครับ

และถ้าคุณต้องการดึงออกที่ 125F ผมแนะนำตั้งให้ที่วัดอุณหภูมิแบบเสียบทิ้งไว้ (Leave-in thermometer) เตือนที่ราวๆ 120F เพื่อคุณจะได้มาเตรียมตัวใกล้ๆ เตา แล้วเช็คอุณหภูมิสุดท้ายอีกครั้งด้วยที่วัดอุณหภูมิแบบแสดงผลทันที (Instant read thermometer) ครับ

เทคนิคที่ 2: วัดอุณหภูมิเตาของคุณด้วยที่วัดอุณหภูมิแบบเสียบทิ้งไว้ (Leave-in thermometer)

ผมได้พูดไปแล้วบ้างว่า คุณควรจะใช้ที่วัดอุณหภูมิแบบเสียบทิ้งไว้ (Leave-in thermometer) ช่วยวัดอุณหภูมิภายในเตาของคุณ เพราะที่วัดอุณหภูมิที่ติดมากับเตาย่างบาร์บีคิวส่วนมากนั้นจะเป็นของไม่มีคุณภาพ เพราะผู้ผลิตต้องการลดต้นทุน และยิ่งไปกว่านั้นก็คือที่วัดอุณหภูมิมักจะอยู่ที่ฝาของเตาซึ่งสูงกว่าตำแหน่งที่เนื้อที่กำลังอบหรือย่างอยู่ เหมือนหนึ่งว่าผู้ผลิตต้องการวัดอุณหภูมิที่ย่างฝาเตามากกว่าอุณหภูมิที่ใช้ย่างเนื้อครับ 😅

*ข้อยกเว้น: ที่วัดอุณหภูมิเนื้อแบบอนาล็อคยี่ห้อ Teltru คุณภาพดีครับ มืออาชีพยอมรับกันทั่วโลกครับ ส่วนเรื่องตำแหน่งของที่วัดอุณหภูมินั้น ก็มีเตาย่างบาร์บีคิวบางยี่ห้อติดตั้งว่าในระดับที่เหมาะสม (สูงกว่าตะแกรงย่างราวๆ 1-2 นิ้ว) ครับ เช่น เตา PK Grill ครับ

ดังนั้น เมื่อคุณต้องการวัดอุณหภูมิของเนื้อที่คุณกำลังย่าง (หรืออบ Reverse Sear) อยู่ ผมแนะนำให้คุณวัดอุณหภูมิที่ระยะห่างจากชิ้นเนื้ออย่างน้อย 2 นิ้ว และสูงจากตะแกรงย่างประมาณ 1 นิ้ว

เพราะอะไรน่ะเหรอครับ? เพราะว่าอากาศที่อยู่ระยะใกล้ๆ กับเนื้อจะมีอุณหภูมิต่ำกว่าอุณหภูมิเตาครับ!

ให้ลองนึกถึงเวลาที่คุณชงโอวัลตินร้อนๆ แล้วใส่น้ำแข็งลงไป 1 ก้อน โดยไม่ต้องคน (เปรียบโอวัลตินเป็นอากาศร้อนนิ่งๆ ในเตา และน้ำแข็งเป็นชิ้นเนื้อสเต็กครับ) ทีนี้เวลาที่คุณดื่มโอวัลตินเข้าไป คุณก็จะรู้สึกได้ว่าน้ำโอวัลตินที่ใกล้น้ำแข็งมากๆ จะมีความเย็นกว่าโอวัลตินที่อยู่ห่างออกไป นี่ก็จะเหมือนกับอากาศที่อยู่รอบๆ เนื้อของคุณในเตาครับ เพราะฉะนั้นหากคุณต้องการทราบอุณหภูมิที่แท้จริงในเตา ให้วัดห่างจากชิ้นเนื้อมา 2 นิ้วนะครับ

ส่วนการวางในระดับ 1 นิ้วเหนือจากระดับตะแกรงนั้น อย่างแรกเลยก็คือ วางบนตะแกรงย่างเลยตัวเข็มวัดอุณหภูมิ หรือสายเคเบิ้ลพังแน่นอนครับ เพราะว่า ถ้าอากาศในเตาของคุณสูง 450Fตะแกรงย่างจะอุณหภูมิสูงกว่านั้นเยอะเลยครับ เพราะว่าโลหะนำความร้อนได้ดีกว่าอากาศมากมายครับ

นอกจากนั้นแล้ว อากาศร้อน (มีความหนาแน่นต่ำ และเบากว่า) จะลอยขึ้นสูงครับ ลองนึงถึงโคมลอยก็ได้ครับ อากาศที่อยู่ภายในโคมร้อนก็เลยลอยขึ้นสูงครับ ปรากฏการณ์นี้เหมือนกันกับอากาศร้อนในเตาครับ ยิ่งร้อนมากก็ยิ่งลอยสูงไปอออยู่บริเวณใต้ฝาเตาครับ

ส่วนอากาศที่อยู่ในระดับเดียวกันก็มักจะมีอุณหภูมิใกล้เคียงกันครับ ดังนั้น ถ้าเราต้องการจะวัดอุณหภูมิของอากาศภายในเตาที่ชิ้นเนื้อได้รับ ก็ควรให้วัดที่ความสูงราวๆ 1 นิ้วจากตะแกรงย่างครับ อันนี้มาจากว่า โดยมากแล้วเนื้อที่ย่างแบบที่ต้องอบนั้นมักจะหนา 1.5 นิ้วขึ้นไป คุณจึงจะเห็นว่าระยะ 1 นิ้วก็จะพอดีๆ ครับ (หรือถ้าคุณอยากเป๊ะสุดๆ จะพยายามทำให้ได้ระดับ 0.75 นิ้วก็ยังได้ครับ)

ผมเชื่อว่าคุณเข้าใจหลักการครับ 😉

ทีนี้ ถ้าคุณทำ Prime rib roast แล้วเนื้อของคุณสูงจากตะแกรงรวมประมาณ 7-8 นิ้ว ถามว่าคุณควรจะวัดอุณหภูมิที่ระยะสูงกว่าตะแกรงเท่าไหร่ครับ? ถ้าคุณตอบว่า 3.5 – 4 นิ้วก็แสดงว่าคุณเข้าใจครับ

มาถึงตอนนี้คุณอาจจะสงสัยว่า แล้วจะวางเข็มวัดอุณหภูมิให้ได้ระยะที่ต้องการยังไงดี? เข็มวัดอุณหภูมิมันลอยเองไม่ได้นี่นา

ที่วัดอุณหภูมิแบบเสียบทิ้งไว้ (Leave-in thermometer) หลายๆ รุ่น เค้าจะมีคลิปสำหรับล๊อคเข็มวัดอุณหภูมิไว้เหนือตะแกรงย่างได้

แต่ถ้าคุณไม่มี คุณก็สามารถใช้แผ่นฟอล์ยช่วยได้ครับ เอาเข็มวัดอุณหภูมิไว้ตรงกลางของก้อนฟอยล์ที่คุณขยำเป็นลูกกลมๆ ตามระยะที่คุณต้องการก็พอแทนที่กันได้ครับ

อีกอย่างที่ต้องระวังก็คือ เวลาปิดฝาเตาคุณต้องระวังไม่ให้งับสายเคเบิ้ลแรงๆ แล้วอาจจะทำให้สายขาดได้ครับ หรือเวลาเก็บสายก็อย่าให้พันกัน เพราะอาจจะหักด้านในได้ครับ

เทคนิคที่ 3: ใช้สติ

ผมมั่นใจว่า คนทุกคนเคยทำเรื่องผิดพลาดแบบเฉิ่มๆ หรือเอ๋อๆ มาแล้วครับ ดังนั้น เพื่อไม่ให้พวกเรามาตายน้ำตื้นก็ขอให้มีสติทุกครั้งเวลาอ่านค่าของที่วัดอุณหภูมิแบบเสียบทิ้งไว้ (Leave-in thermometer) นะครับ

อย่างเช่น

ถ้าคุณเจอว่าตัวเครื่องแสดงไม่แสดงค่า หรือขึ้น Error อย่าเพิ่งตกใจครับ ลองเช็คสายต่างๆ ให้ดีก่อน อย่างเช่น สายแจ๊คที่ใช้เสียบสายของเข็มวัดอุณหภูมิเข้ากับตัวเครื่องนั่นเสียบแน่นแล้วหรือเปล่า ลองกดดูให้แน่นๆ ให้ดังคลิ๊กก่อนครับ บางทีคุณอาจรู้สึกว่าเสียบแน่นแล้วแต่จริงๆ ยังแจ๊คยังเข้าไม่สุดก็ได้ครับ

เป็นต้นครับ

Probe Thermometer ในดวงใจ - Smoke X4
Probe Thermometer ในดวงใจ – Smoke X4

ที่วัดอุณหภูมิแบบเสียบทิ้งไว้ (Leave-in thermometer) ในดวงใจ

ส่วนตัวแล้ว ผมชอบที่วัดอุณหภูมิแบบเสียบทิ้งไว้ (Leave-in thermometer) รุ่น Smoke X4 จากแบรนด์ ThermoWorks ที่สุดครับ

ถามว่าทำไม? ครั้งนี้ผมไม่ตอบเหมือนตอนผมบอกชอบ Thermapen ONE ที่ว่าดีทุกอย่างตอบโจทย์ทุกข้อนะครับ

เพราะในความเป็นจริง ผมมองว่าในตลาดตอนนี้ไม่มีที่วัดอุณหภูมิแบบเสียบทิ้งไว้ (Leave-in thermometer) ตัวใดตัวหนึ่งที่ครบถ้วน โดดเด่น และเหนือกว่าคู่แข่งแบบกินขาดครับ

เมื่อเป็นอย่างนี้ จะเลือกตัวไหนก็ขึ้นอยู่กับ style การใช้งาน และความต้องการของคุณ สำหรับผม ผมชอบและเลือก Smoke X4 จากแบรนด์ ThermoWorks เพราะเหตุผลต่อไปนี้ครับ

อย่างที่ 1: ผมเอาอุปกรณ์ไปย่างเนื้อบ้านเพื่อนบ่อย เพราะฉะนั้น รุ่นที่เป็น WiFi ไม่เวิร์คกับผมครับ เพราะต้องไปเชื่อมต่อและตั้งค่าใหม่กับ Wifi ที่บ้านเพื่อน นอกจากนั้นไม่อยากเอามือถือมาเชื่อมต่อครับ

อย่างที่ 2: ปกติผมมักจะย่างเนื้อในเตานอกบ้านครับ ไม่ว่าจะเป็น Weber Gas grill หรือเป็นย่างถ่าน PK Grills ดังนั้น เวลาย่างยาวๆ แบบ Reverse sear หรือ smoke ผมไม่ชอบอยู่เหงาๆ ด้านนอกบ้านคนเดียวครับ ดังนั้น รุ่นที่เป็นแบบมีสาย (Wired) หรือแบบ Bluetooth ก็ไม่เหมาะกับผมครับ เพราะผมต้องการสัญญานแรงๆ ไกลๆ จะได้นั่งข้างในบ้านคุยกับเพื่อนๆ ได้ครับ

อย่างที่ 3: คือ เปิดปุ๊บ ใช้ปั๊บ ไม่ต้องเอาโทรศัพท์มาเชื่อมต่อด้วยครับ คือ สำหรับผม การเอาโทรศัพท์มาทำอาหารมันไม่สะดวกครับ มือเราก็เลอะ ต้องมาคอย unlock แล้วบางทีมีคนโทรเข้ามาสวนกับ Alarm ดัง มันวุ่นวายไปหมดครับ ผมจึงเลือกรุ่นที่ใช้ RF หรือ Radio Frequency เท่านั้นครับ

อย่างที่ 4: ก็คือเรื่องของคุณภาพ ความแม่นยำ และความคงทน ผมใช้สินค้าของ Thermoworks มาหลายต่อหลายอย่าง ซึ่งแต่ละอันที่เค้าผลิตขึ้นมาคุณภาพวัสดุ และความแม่นยำดีมากๆ ครับ ผมจึงขอเจ็บ (ราคาของ Thermoworks ไปตามคุณภาพครับ) แต่จบครับ ซึ่งผมคิดว่าดีกว่าที่จะไปซื้อของที่ไม่มีคุณภาพมาใช้ แล้วแป๊บๆ พัง หรือไม่ก็ไม่แม่นยำทำให้เนื้อที่ซื้อมาแพงๆ overcook เสียหายไปครับ

อย่างที่ 5: คือ ผมเลือกรุ่นที่สามารถต่อเข็มวัดอุณหภูมิให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ครับ อย่าง Smoke X4 ก็มี 4 port สำหรับเชื่อนต่อเข็มวัดอุณหภูมิครับ บางทีต้องการย่างสเต็กหลายๆ ชิ้นพร้อมๆ กันก็สามารถมอนิเตอร์อุณหภูมิของเนื้อทุกชิ้นได้ ไม่มีปัญหาครับ

จึงมาจบที่ Smoke X4 จากแบรนด์ ThermoWorks ด้วยประการฉะนี้ครับ

ปืนยิงวัดอุณหภูมิ
Infrared gun thermometer ของ Thermoworks อีกเช่นกันครับ

ที่วัดอุณหภูมิแบบปืนอินฟราเรด (Infrared gun thermometer)

ที่วัดอุณหภูมิแบบสุดท้ายครับ คือแบบที่คุณคนในยุค Covid-19 คุ้นเคยกันดี นั่นก็คือ ที่วัดอุณหภูมิแบบปืนอินฟราเรด (Infrared gun thermometer) หรือปืนยิงวัดอุณหภูมินั่นเองครับ

เป็นอุปกรณ์ที่วัดอุณหภูมิของพื้นผิวที่เราต้องการทราบครับ เช่น หน้าผาก กระทะ ตะแกรงย่าง และอื่นๆ อีกมากมายครับ

ก่อนอื่นต้องบอกก่อนนะครับว่าปืนยิงวัดอุณหภูมิที่ใช้วัดไข้กับที่ใช้วัดอาหารหรือกระทะนั้น มีหลักการทำงานเหมือนกัน แต่อาจจะใช้ด้วยกันไม่ได้นะครับ เพราะว่าการตั้งค่าในการแสดงอุณหภูมินั้นไม่เหมือนกันครับ ปืนยิงวัดไข้จะแสดงอุณหภูมิสูงกว่าความเป็นจริงเล็กน้อยเสมอครับ

ทำไมที่วัดอุณหภูมิแบบปืนอินฟราเรด (Infrared gun thermometer) จึงสำคัญ

ตอนที่ผมซื้อปืนยิงวัดอุณหภูมิของตัวผมเองทีแรก ผมก็ไม่ได้คิดมากครับ แค่รู้สึกว่าอยากได้เท่านั้นเอง ไม่ได้คิดถึงการใช้งานจริงเลย และไม่คิดเลยว่าจะได้ใช้บ่อยๆ ครับ

แต่กลายเป็นว่าปืนยิงวัดอุณหภูมิ เป็นหนึ่งในอุปกรณ์ที่ผมใช้ตลอดในการทำ pan sear หรือย่าง(ทอด) สเต็กในบ้านครับ เท่านั้นยังไม่พอครับ ยังลามไปใช้เวลาทอดไข่ดาว แซลม่อน หรือแม้แต่ผัดผักครับ!

เหตุผลมาจาก Millard reaction หรือปฏิกริยาแห่งความกรอมเกรียม หอมอร่อย ที่วงการสเต็กเรียกว่า Crust นั่นเองครับ

เรื่องของเรื่องคือ Millard reaction นั้นจะเกิดที่อุณหภูมิราวๆ 310F ครับ ซึ่งสำหรับสเต็กแล้วเราต้องการใช้เกิด Millard reaction ในช่วงจังหวะการ Sear นี่ล่ะครับ

แล้วตำราหรือเชฟเซเลบต่างๆ มักจะบอกกันว่า ถึงจุดนี้ให้เร่งไฟให้แรงที่สุดเท่าที่คุณจะทำได้ เพื่อจะให้ได้ Millard reaction เต็มๆ ครับ..

… ถูกครึ่งเดียวครับผม …

เค้าลืมบอกไปว่าคุณควรใช้กระทะเหล็กหล่อ หรือกระทะสเตนเลสนะครับ เพราะถ้าคุณใช้กระทะที่เคลือบสารกันติด (Teflon) แล้วล่ะก็… กระทะคุณพัง ณ จุดนั้นเลยครับ เพราะสาร Teflon ทนร้อนสูงๆ ไม่ไหวครับ (แนะนำใช้กระทะ Teflon กับอุณหภูมิไม่เกิน 450F ส่วนถ้าไม่เชื่อกันแล้วปล่อยให้อุณหภูมิสูงเลยไปกว่านี้ ล่ะก็ Teflon จะเริ่มระเหยเป็นก๊าซที่ไม่ดีต่อร่างกายนะครับ!! เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน!)

นอกจากนั้น กระทะพังด้วยครับ

ถ้าให้ผมฟันธง อุณหภูมิที่เหมาะกับการ Sear จริงๆ แล้วจะอยู่ที่ราวๆ 400-500F ก็เพียงพอครับ ข้อแม้คือคุณต้องซับสเต็กให้แห้งก่อน sear เท่านั้นเองครับ ไม่จำเป็นต้องไปไกลถึง 800F อย่างที่เชฟสายเซเล็บว่ากันก็ได้ครับ

ทีนี้ ถ้าคุณไม่มีปืนยิงวัดอุณหภูมิ คุณจะทราบได้ยังไงว่ากระทะของคุณอุณหภูมิถึงไหนแล้วครับ?

ตั้งแต่ผมมีปืนยิงวัดอุณหภูมิ ผม sear สเต็กได้เป๊ะขึ้นมากครับ ไม่เกิดเหตุกระทะร้อนน้อยไปจนไม่เกิด Crust หรือกระทะร้อนเกินไปจนกระทะพัง หรือเนื้อไหม้ครับ

ผมแนะนำเลยครับ เพราะว่าแค่ปืนนี้ช่วยให้กระทะคุณไม่พัง หรือทำให้คุณย่าง Pan sear สเต็ก ได้คงเส้นคงวา ผมว่าก็คุ้มมากๆแล้วครับ

สรุปว่าคุณควรจะซื้อ Meat Thermometer แบบไหนบ้าง
เทอร์โมมิเตอร์ 3 แบบที่คุณควรจะมี

สรุปว่าคุณควรจะซื้อ Meat Thermometer แบบไหนบ้าง

มีคนถามคำถามนี้กับผมเยอะมาทีเดียวครับว่าซื้อที่วัดอุณหภูมิเนื้อ (Meat Thermometer) ตัวไหนถึงจะจบ เอาจริงๆ ถ้าคุณเป็นคนสายอุปกรณ์ (เหมือนผม) มีเท่าไหร่ก็ไม่พอครับ 😛

แต่ถ้าถามว่า อย่างน้อยที่สุด คุณควรจะมีที่วัดอุณหภูมิเนื้อ (Meat Thermometer) ประเภทไหนบ้าง อันนี้ตอบได้ครับ

  • คุณควรจะมีที่วัดอุณหภูมิดิจิทัลแบบแสดงผลทันที (Digital instant read thermometer) 1 อัน
  • คุณควรจะมีที่วัดอุณหภูมิดิจิทัลแบบเสียบทิ้งไว้ (Digital leave-in thermometer) 1 อัน
  • คุณควรจะมีที่วัดอุณหภูมิแบบปืนอินฟราเรด (Infrared gun thermometer)1 อัน

ส่วนถ้าคุณต้องการรู้ว่าอุปกรณ์อื่นๆ ที่ผมใช้ มีอะไรบ้าง สามารถดูได้ที่นี่ครับ แต่คุณมีคำถามหรือต้องการพูดคุยกับผมก็สามารถทักมาคุยกันได้ที่เพจ Meat with Ray นะครับ

ที่ MeatwithRay ผมใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของทุกคน ซึ่งคุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้ที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถตั้งค่าเปิด/ปิดคุกกี้ได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้นี้ใช้ช่วยในปรับปรุงและพัฒนาเนื้อหาและเว็บให้ดีขึ้น ถ้าคุณไม่ยินยอมให้ใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถปรับปรุงและพัฒนาเนื้อหาและเว็บให้ดีขึ้นได้เท่าที่ควร
    Cookies Details

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย

    คุกกี้นี้ช่วยเก็บข้อมูลต่างๆ รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับคุณ เพื่อผมจะได้นำเสนอเนื้อหา ให้ตรงกับความเหมาะสมกับความสนใจของคุณให้มากที่สุด ถ้าหากคุณไม่ยินยอม ผมก็จะไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาและ/หรือโฆษณาให้ตรงกับความสนใจของคุณได้ดีพอ
    Cookies Details

บันทึกการตั้งค่า