Reverse Sear Encyclopedia: ทุกอย่างที่คุณต้องรู้เกี่ยวกับการย่างสเต็กแบบ Reverse Sear

*บทความอัพเดทล่าสุดวันที่ 15 มกราคม 2567*

Reverse sear คืออะไร? ทำยังไง? ดียังไง? ไม่ดีตรงไหน?

ในบล๊อคนี้คุณจะได้เรียนรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับการย่างสเต็กแบบ Reverse sear ครับ

  • การย่างสเต็กแบบ Reverse sear ให้คุณได้สเต็กสุกเป๊ะที่ Medium Rare หรือความสุกอื่นๆ ที่คุณต้องการทุกครั้ง
  • สเต็กของคุณจะอร่อยกว่าร้านอาหาร หรือร้านสเต็กส่วนมากที่คุณเคยทานมาครับ
  • การย่างแบบ Reverse sear นั้น มีโอกาสผิดพลาดได้น้อยมากครับ ทำได้ง่ายๆ ดูวิธีการได้ตามด้านล่างครับ

ก่อนจะหัดทำ Reverse sear ผมก็ย่างสเต็กบางๆ (1.5-2.5 ซม.) ด้วยวิธี Pan sear จนกระทั่งมาได้ลองทำ Reverse sear ครั้งแรกกับ Australian F1 Wagyu Tomahawk ขนาด 1.3 กก.

แล้วก็ต้องเสียใจว่า…

โอ้ย.. ทำไมถึงไม่ Reverse sear มาตั้งนานแล้ว (วะ) !

ดังนั้น ถ้าคุณยังไม่เคยทำ Reverse sear อย่ามัวรอช้าเหมือนผม เริ่มทำตั้งแต่วันนี้เลยครับ

Reverse Sear Encyclopedia: ทุกสิ่งที่คุณต้องรู้เกี่ยวกับการย่างสเต็กแบบ Reverse Sear
Reverse Sear Encyclopedia: ทุกสิ่งที่คุณต้องรู้เกี่ยวกับการย่างสเต็กแบบ Reverse Sear
เนื้อหาในบล็อกนี้
  1. ย่างสเต็กแบบ Reverse Sear ดียังไง ทำไมต้องใช้วิธีนี้
    1. ย่างสเต็กแบบ Reverse Sear ให้สเต็กสุกทั่วถึงเท่ากันทั้งชิ้น
    2. ย่างสเต็กแบบ Reverse Sear ให้ผิวมีความกรอบเกรียม (Crust) กว่า
    3. ย่างสเต็กแบบ Reverse Sear ให้เนื้อที่นุ่มกว่า
    4. มือใหม่ก็ย่าง Reverse Sear ได้ ไม่ยากอย่างที่คิด
  2. อุปกรณ์ที่ต้องใช้ในการย่างแบบ Reverse Sear
    1. อุปกรณ์การอบ
    2. อุปกรณ์การ Sear
    3. อุปกรณ์วัดอุณหภูมิเนื้อ (Meat Thermometer)
    4. อุปกรณ์วัดอุณหภูมิเตา (Oven Thermometer)
  3. ข้อแม้และข้อจำกัด ของการทำ Reverse Sear
    1. Reverse Sear ต้องใช้เนื้อหนาๆ
    2. ใช้เวลานานกว่าการย่างทั่วไป
  4. สรุปวิธีการย่างสเต็กแบบ Reverse Sear
  5. ขั้นตอนการย่างสเต็กแบบ Reverse Sear อย่างละเอียด
    1. เตรียมเนื้อให้พร้อม
    2. Season ชิ้นสเต็ก
    3. อุ่น (Pre-heat) เตา
    4. อบชิ้นเนื้อสเต็ก (Slow-cook)
    5. พักเนื้อ
    6. Sear สเต็กให้กรอบเกรียม
    7. ได้เวลาเสริฟ
  6. คำถามที่พบบ่อย
    1. เวลา Reverse sear ในเตาอบ (ทั้งเตาใหญ่หรือเตาติ๊ง) นี่ตั้งไฟแบบไหน?
    2. เวลา Reverse sear ในเตาอบ เราต้องมัดเนื้อไหม
  7. สงสัยหรือมีคำถาม

ย่างสเต็กแบบ Reverse Sear ดียังไง ทำไมต้องใช้วิธีนี้

ย่างสเต็กแบบ Reverse Sear ดียังไง ทำไมต้องใช้วิธีนี้
ตัวอย่างผลลัพธ์ที่ได้จากการทำ Reverse sear

เพื่อจะให้เข้าใจ Reverse sear อย่างชัดเจน มาเริ่มกันด้วยวิธีการย่างสเต็กที่ร้านอาหารส่วนมากทำกันก่อนครับ

วิธีการย่างสเต็กของร้านอาหารทั่วไปเริ่มจากการ sear ผิวของชิ้นเนื้อสเต็กด้วยความร้อนสูงมากๆ (500-600F ขึ้นไป)

จากนั้น นำชิ้นเนื้อสเต็กไปอบต่อในเตาอบจนได้ความสุกที่ต้องการ โดยเฉพาะเมื่อเนื้อมีความหนาพอสมควร

หรือในบางครั้งถ้าเนื้อบางก็จะไม่อบเพิ่ม แล้วยกมาเสริฟ์เลย

วิธีนี้ทำให้สเต็กของร้านอาหารส่วนมากจะได้เนื้อที่สุกระดับ well-done ที่ขอบๆ แล้วไล่มาเป็น rare ที่ตรงกลางชิ้นครับ

ถ้าทำไม่ดี บางครั้งตรงกลางยังเย็นอยู่เลยครับ

ย่างสเต็กแบบ Reverse Sear ให้สเต็กสุกทั่วถึงเท่ากันทั้งชิ้น
สเต็ก Ribeye cap หรือ Spinalis dorsi ที่ย่างด้วยวิธี Reverse Sear

ส่วนการย่างสเต็กแบบ Reverse Sear นั้น จะมีขั้นตอนที่ตรงกันข้ามกับวิธีดังกล่าว

การทำสเต็กแบบ Reverse Sear นั้นจะเริ่มจากการอบเนื้อ (หรือรมควัน) ที่ความร้อนต่ำๆ แล้วค่อยจบด้วยการ sear ผิวของชิ้นเนื้อกับความร้อนที่สูงมากๆ ครับ

ถามว่าทำไมต้องทำแบบนี้?

การทำ Reverse Sear เริ่มด้วยการอบด้วยอุณหภูมิต่ำๆ อย่างช้าๆ ซึ่งทำให้อุณหภูมิของเนื้อเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ เช่นเดียวกัน

ทำให้คุณควบคุมความสุก (doneness) ที่ต้องการได้โดยง่าย

จากนั้น คุณถึงจะ sear กับกระทะ หรือเตาย่างที่ร้อนมากๆ อย่างรวดเร็วเพื่อคุณจะได้ความกรอบเกรียม (หรือที่ฝรั่งเรียกว่า Crust) โดยไม่ทำให้เนื้อด้านในสุกเพิ่ม

ซึ่งความกรอบเกรียม (Crust) นี่เองที่เป็นตัวส่งกลิ่นเนื้ออันหอมหวล ชวนให้อยากทานครับ

ยิ่งพอมี Crust ที่ดี แล้วบวกเข้ากับความสุกที่ทั่วเท่ากันทั้งชิ้น อะไรก็สู้ไม่ได้ครับ เพราะมันทั้งกรอบ ทั้งหอม ทั้งนุ่ม และ Juicy ครับ

นี่ล่ะครับ ที่ทำให้การย่างสเต็กแบบ Reverse Sear นั้น เป็นหนึ่งในวิธีการทำสเต็กที่ให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดครับ

ย่างสเต็กแบบ Reverse Sear ให้สเต็กสุกทั่วถึงเท่ากันทั้งชิ้น

การย่างเนื้อแบบร้านอาหารทั่วไป
การย่างเนื้อแบบร้านอาหารทั่วไป

มาคุยกันแบบเด็กเรียน หรือเด็กเนิร์ด (Nerd) กันบ้างนะครับ

คือ ความสุกที่มีการไล่ระดับ well-done ที่ขอบๆ แล้วไล่มาเป็น rare ที่ตรงกลางชิ้นที่คุณอาจเคยเจออยู่บ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นที่สเต็กที่สั่งจากร้านอาหาร หรือที่ย่างกินเอง

สิ่งนี้เกิดจาก… “ความแตกต่างของอุณหภูมิภายในของเนื้อกับอุณหภูมิที่ใช้ย่าง (หรืออบ)

ถ้ายิ่งแตกต่างมาก การส่งถ่ายความร้อนจากเตาไปที่เนื้อก็จะยิ่งเร็ว

ยิ่งความร้อนส่งไปเร็วเนื้อก็จะยิ่งมีความสุกที่ไม่เท่ากันทั้งชิ้น (กลางแดงดิบ ขอบขาวสุก)

ดังนั้น ในทางกลับกัน ยิ่งเราใช้อุณหภูมิต่ำๆ แล้วค่อยๆ ย่างอย่างช้าๆ ก็จะยิ่งทำให้เนื้อสุกเสมอกันทั้งชิ้นครับ

ย่างสเต็กแบบ Reverse Sear ให้ผิวมีความกรอบเกรียม (Crust) กว่า

Reverse Sear yield better crust
ย่างสเต็กแบบ Reverse Sear ให้ผิวมีความกรอบเกรียม (Crust) กว่า

พอคุณได้ความสุกภายในเนื้อที่เสมอกันแล้ว อีกหนึ่งอย่างที่เป็นเป้าหมายของคนกินสเต็กที่แท้จริงก็คือ

ผิวที่มีความกรอบเกรียม (Crust) ที่คุณเห็นเป็นสีน้ำตาลเข้ม ตัดกับเนื้อที่เป็นสีชมพูด้านใน

การที่จะ Sear ให้ได้ความกรอบเกรียม (Crust) นั้น คุณต้องการให้เกิดปฏิกริยาที่เรียกว่า Maillard Reaction ที่เป็นผลจากปฏิกริยาทางเคมีของโปรตีน และน้ำตาลภายใต้ความร้อนสูงๆ (ที่อุณหภูมิประมาณ 350F)

นึกถึงกลิ่นหอมเนื้อย่างที่มีความไหม้นิดๆ โชยมาแตะจมูก นั่นล่ะครับ คือกลิ่นที่เกิดจากปฏิกริยา Maillard Reaction ครับ

ผมขอไม่พูดถึงว่า ปฏิกริยา Maillard Reaction เกิดจากอะไรในบล๊อกนี้นะครับ

เอาเป็นว่า คุณต้องการให้ผิวด้านนอกของชิ้นสเต็กได้รับความร้อนสูงๆ ภายในเวลาอันสั้น (1-2 นาที) เพื่อให้ปฏิกริยานี้เกิดขึ้น

นอกจากนั้น คุณยังต้องการให้สเต็กของคุณนั้นมีความชื้นบนผิวด้านนอกน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพราะยิ่งชื้น ยิ่งแฉะ ความกรอบเกรียม หรือ Crust ก็เกิดขึ้นได้ยากครับ

ถึงจุดนี้ คุณคงพอจะเดาได้ว่าผมจะพูดอะไรต่อไป…

ใช่แล้วครับ ขั้นตอนการอบของ Reverse Sear นั้น เป็นขั้นตอนที่ช่วยทำให้ผิวนอกของเนื้อแห้งได้อย่างมากๆ เลยครับ

หลังจากคุณอบจนอุณหภูมิภายในสเต็กได้ตามที่คุณต้องการแล้ว ผิวด้านนอกของเนื้อก็จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล และแห้งแทบไม่มีน้ำอยู่เลย

พอ Sear ปุ๊บก็จะเกิดปฏิกริยา Maillard Reaction อย่างรวดเร็ว และคุณก็จะได้ความกรอบเกรียม หรือ Crust ที่เป็นสีน้ำตาลเข้ม ตัดกับเนื้อที่เป็นสีชมพูด้านในอย่างที่คุณต้องการครับ

ย่างสเต็กแบบ Reverse Sear ให้เนื้อที่นุ่มกว่า

ย่างสเต็กแบบ Reverse Sear ให้เนื้อที่นุ่มกว่า
Reverse seared King of all Kings

งงไหมครับ ว่าทำไมการทำ Reverse Sear ถึงให้เนื้อสเต็กที่นุ่มกว่าการย่างแบบปกติ?

เอาอย่างนี้ครับ ลองคิดง่ายๆ ถึง การเคี่ยวเนื้อตุ๋นครับ คุณใช้ไฟเบาๆ เคี่ยวนานๆ แล้วเนื้อเปื่อยใช่ไหมครับ?

ขั้นตอนการอบของ Reverse Sear ก็คล้ายกันครับ คือใช้ไฟเบาๆ และใช้เวลานานๆ ครับ

จะต่างกันแค่การเคี่ยวนั้นใช้น้ำเป็นตัวส่งความร้อนมาที่เนื้อ แต่การอบใช้อากาศในการส่งความร้อนเท่านั้นเองครับ

การย่างสเต็กแบบปกติธรรมดาที่บางครั้งเรียกว่า Hot and Fast นั้น มักจะใช้เวลาประมาณ 6-10 นาที สำหรับสเต็กหนา 1 นิ้ว

ส่วนขั้นตอนการอบของการทำ Reverse Sear ที่ผมทำมักจะใช้เวลา 40-60 นาที (หรือมากกว่านั้น) สำหรับสเต็กหนา 1.5 นิ้ว (เฉลี่ย 25-40 นาทีต่อความหนา 1 นิ้ว)

จะเห็นว่าการทำ Reverse Sear นั้นใช้เวลาในการอบมากกว่าการย่างแบบธรรมดามากหลายเท่า จึงทำให้เนื้อมีความนุ่มกว่าการย่างแบบธรรมดาครับ

หรือถ้าผมจะอธิบายลักษณะที่เป็นวิทยาศาสตร์มากขึ้น ก็คือ การทำงานของเอนไซม์ตามธรรมชาติที่อยู่ภายในเนื้อที่ช่วยทำให้เนื้อนุ่ม

ซึ่งเอ็นไซม์นี้ (ชื่อ Cathepsins) เป็นเอ็นไซม์ตัวเดียวกับที่ช่วยให้เนื้อนุ่มเวลาที่ทำ Dry Age ครับ

ทีนี้ คุณอาจมีคำถามว่า “อ่าว แต่ Dry Age ทำกันเป็นเดือนๆ ถึงจะได้ความนุ่ม แต่การอบของ Reverse Sear ทำแค่ไม่กี่นาที มันจะได้ความนุ่มจริงๆ เหรอ?”

แบบนี้ครับ เวลาเจออุณหภูมิต่ำๆ ในตู้เย็น เอ็นไซม์ Cathepsins นี่เค้าแทบไม่ทำงาน หรือทำงานช้ามากๆ ครับ เลยต้องใช้เวลากันยาวๆ กว่าจะได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ

แต่พอเนื้อมีอุณหภูมิสูงขึ้นเอ็นไซม์ Cathepsins ก็จะทำงานเร็วขึ้นมากๆ ครับ จนมาหยุดทำงานที่ประมาณ 122F ซึ่งเป็นจุดที่เนื้อสุกระดับ Rare กำลังจะเข้า Medium Rare พอดีครับ

เพราะฉะนั้น การที่คุณให้ความร้อนและเพิ่มอุณหภูมิของเนื้ออย่างช้าๆ ไม่ว่าจะเป็นการอบ หรือการเคี่ยว เท่ากับคุณไปเร่งการกระบวนการ Aging ให้เกิดขึ้นเร็วขึ้น มากขึ้น ส่งผลให้การ Aging ที่เกิดขึ้นนี้เพียงพอทำให้เนื้อนุ่มขึ้นแบบรู้สึกได้ครับ

ส่วนการย่างสเต็กแบบปกติธรรมดาหรือ Hot and Fast นั้น ก็ตามชื่อเลยครับ เพราะย่างร้อน ย่างเร็ว จึงมีเวลาให้กระบวนการ Aging นั้นทำงานแค่นิดเดียวเนื้อจึงไม่ได้นุ่มขึ้นแบบที่คุณรู้สึกได้ครับ

มือใหม่ก็ย่าง Reverse Sear ได้ ไม่ยากอย่างที่คิด

ย่างสเต็กง่ายๆ ย่างสเต็กให้เป๊ะ ย่างแบบ Reverse Sear
Reverse seared Wagyu Tomahawk MS4/5

เวลาที่เราย่างเนื้อบนไฟแรงๆ โอกาสที่เนื้อจะสุกเกินกว่าที่เราคิดนั้นมีเยอะมากครับ ผมคิดว่าคุณก็เคยมีประสพการณ์เดียวกัน คือ เผลอแป๊บเดียว เนื้อ overcooked ซะแล้ว..

ผมย่าง Reverse sear ครั้งแรก โดยใช้เนื้อ Tomahawk Wagyu ครับ ผิดๆ ถูกๆ ตั้งใจให้ออกมาเป็น Medium rare แต่ว่าสุดท้ายก็ออกมาอยู่ประมาณ Medium rare – Medium ก็ต้องถือว่าไม่เลวครับ

ขนาดว่าตอนนั้นมี Meat Thermometer แบบเข็มแค่อันเดียวครับ (แนะนำซื้อแบบดิจิตัลนะครับ แบบ Analog ที่เป็นเข็มไม่เวิร์คครับ)

นี่คือ ข้อดีและจุดแข็งอีกหนึ่งอย่างของการทำ Reverse Sear ครับ

เพราะพอคุณค่อยๆ อบโดยใช้ไฟอ่อนๆ โอกาสที่คุณจะพลาดก็แทบไม่มีเลยครับ

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าคุณใช้อุปกรณ์ที่ถูกต้อง และเหมาะสม โดยเฉพาะที่ขาดไม่ได้คือ Meat Thermometer ครับ

มาว่ากันเรื่องถัดไปกันครับ

อุปกรณ์ที่ต้องใช้ในการย่างแบบ Reverse Sear

อุปกรณ์ที่คุณต้องมีในการทำ Reverse Sear
อุปกรณ์ที่คุณต้องมีในการทำ Reverse Sear

อุปกรณ์การอบ

ว่ากันตามหลักการแล้ว คุณสามารถใช้เตาอะไรก็ได้ครับ ที่..

  • ให้อุณหภูมิสม่ำเสมอทั่วเตา
  • คุณสามารถคุมอุณหภูมิให้นิ่งๆ ได้
  • มีเทอร์โมมิเตอร์วัดอุณหภูมิเตาที่แม่นยำ

อย่างเช่น

  • เตาอบทั่วไปตามบ้าน (*เตาติ๊งขนาดเล็กๆ ก็ใช้ได้นะครับ เพียงแต่ให้ตั้งอุญหภูมิให้ต่ำๆ ประมาณ 200F-225F ครับ สูงกว่านั้นมีโอกาสเนื้อที่ใกล้ขดลวดความร้อนจะ overcook ครับ)
  • เตาบาร์บีคิวแบบมีปิดฝาแบบใช้แก๊ส
  • เตาบาร์บีคิวแบบมีปิดฝาแบบใช้ถ่าน
  • เตารมควัน จะเป็น offset, cabinet, หรือ verticle ก็ได้
  • หรือแม้แต่โอ่งที่ใช้ทำไก่อบโอ่งก็เอามาทำได้ครับ ถ้าคุณติดตั้งเทอร์โมมิเตอร์เข้าไปครับ

ส่วนตัวผมที่เคยทำมาก็เคยใช้ เตาอบตามบ้าน เตาบาร์บีคิวแบบมีฝาปิด ทั้งแบบแก๊ส แบบถ่าน หรือแม้แต่การย่าง Reverse sear กองไฟแคมป์ปิ้งแบบลูกเสือเลยครับ

เพราะฉะนั้น ไม่ต้องกังวลหากคุณไม่มีอุปกรณ์อย่างที่คุณต้องการ เพราะผมมั่นใจว่า ถ้าคุณเข้าใจหลักการ คุณก็สามารถพลิกแพลงได้ครับ

อุปกรณ์การ Sear

เช่นเดียวกันกับอุปกรณ์การอบครับ ตามหลักการคุณสามารถใช้อะไรก็ได้ที่ให้ความร้อนสูงมากๆ ภายในเวลาสั้นๆ ครับ อย่างเช่น

  • เตาแก๊ส หรือเตาถ่าน + กระทะเหล็กหล่อ (Cast Iron)
  • เตาแก๊ส หรือเตาถ่าน + กระทะก้นแบนทั่วไป
  • เตาไฟฟ้า (Infrared) + กระทะก้นแบนทั่วไป
  • เตาแม่เหล็กไฟฟ้า หรือที่บางคนเรียกว่า เตาอินดักชั่น (Induction) + กระทะก้นแบนสำหรับเตาแม่เหล็กไฟฟ้า
  • เตาถ่าน + ตะแกรง
  • เตาบาร์บีคิวแบบมีฝาปิดแบบใช้แก๊ส
  • เตาบาร์บีคิวแบบมีฝาปิดแบบใช้ถ่าน
  • หัวพ่นไฟ + แก๊สกระป๋อง

เพราะหัวใจของการ Sear อยู่ที่ การให้ความร้อนสูงมากๆ ภายในเวลาสั้นๆ นี่ล่ะครับ ดังนั้นก่อนจะ Sear คุณแค่ต้องเร่งไฟให้แรงที่สุด ให้กระทะ หรือถ่านร้อนจี๋ แล้วก็ Sear ครับ

ส่วนตัวผมที่เคยทำมาก็เคยใช้ เตาแก๊ส + กระทะ, เตาอินดักชั่น (Induction) + กระทะ, เตาบาร์บีคิวแบบมีฝาปิดแบบใช้แก๊ส, เตาบาร์บีคิวแบบมีฝาปิดทั้งแบบใช้ถ่าน, หัวพ่นไฟ + แก๊สกระป๋อง ครับ

ถ้าคุณทำครั้งแรกๆ ผมแนะนำว่าคุณใช้อุปกรณ์เท่าที่มีอยู่ก่อนนะครับ ผมเชื่อว่า ทุกบ้านมีครัวไทยกับกระทะครับ นั่นก็เพียงพอกับการเริ่มต้นครับ (สำหรับคนที่อยู่คอนโดก็อาจมีเตาไฟฟ้าก็ใช้ได้เหมือนกันครับ

หลายๆ ผู้รู้อาจจะบอกว่าให้ลงทุนซื้อกระทะเหล็กหล่อ (Cast Iron) ไปเลย

แต่ส่วนตัวผมแนะนำว่า ลองทำเองดูซักครั้งก่อน แล้วค่อยคิดซื้อดีกว่าครับ

มือใหม่หลายคนอาจไม่ทราบว่ากระทะเหล็กหล่อ (Cast Iron) นั้น ต้องการการดูแลมากกว่ากระทะปกตินะครับ เช่น หลังใช้ต้องมีการทาน้ำมัน เป็นต้น

นอกจากนั้นยังมีน้ำหนักมากครับ สุภาพสตรีอาจจะยกลำบากครับ

ถ้ายังไม่ชัวร์ว่าคุณจะมาสาย Reverse Sear เต็มตัวหรือเปล่า ก็อย่าเพิ่งซื้อกระทะเหล็กหล่อดีกว่าครับ

เอางบที่จะซื้อกระทะไปลงทุนสั่งเนื้อดีๆ มาทำ Reverse Sear ก่อนดีกว่าครับ

เพราะเนื้อดีๆ ทำออกมาถึงจะพลาดบ้าง นิดๆ หน่อยๆ ก็ยังอร่อยครับ ถือว่าเป็นการสร้างกำลังใจไปในตัวครับ

อุปกรณ์วัดอุณหภูมิเนื้อ (Meat Thermometer)

คุณจำเป็นต้องมีที่วัดอุณหภูมิเนื้อ หรือ Meat Thermometer และต้องลงทุนซื้อของดีๆ มาใช้ครับ

เพราะอะไร?

เพราะคุณจะต้องใช้ Meat Thermometer ในการบอกว่าอุณหภูมิของเนื้อของคุณนั้นสุกระดับไหนแล้ว

ถ้าคุณไม่มี Meat Thermometer ก็เหมือนคุณออกทะเลโดยไม่มีเข็มทิศ แถมฟ้ายังปิดมองไม่เห็นดาวนำทางครับ

นอกจากนั้น ในการย่างเนื้อ อุณหภูมิที่ต่างกันเล็กน้อยก็ให้ความสุกที่แตกต่างกันอย่างมาก

เช่น Rare กับ Medium Rare หรือแบบ Medium Rare กับ Medium นั้นห่างกันไม่กี่องศาเท่านั้น

ดังนั้น ถ้า Meat Thermometer ของคุณวัดอุณหภูมิไม่แม่นยำ หรือมีความผิดพลาด ผลงานของคุณก็จะผิดพลาดเช่นเดียวกันครับ

ที่สำคัญคือ คุณจะงงมากครับ ว่าทำไมเนื้อของคุณถึงออกมาสุกไม่เท่ากันในแต่ละครั้ง ทั้งๆ ที่คุณก็กำหนดอุณหภูมิและปัจจัยต่างๆ เหมือนเดิม

ซึ่งความงงนี้จะยิ่งทำให้คุณสับสนครับ ทั้งๆ ที่คุณคิดว่าคุณทำถูกต้องแล้ว แต่คุณกลับไม่ได้ผลลัพธ์แบบที่คุณต้องการจากการทำ Reverse sear

แล้วใช้วิธีกะความสุกจากความรู้สึกสัมผัสว่าเนื้อแน่นไม่ได้เหรอ?

ผมขอพูดตรงๆ ว่า การกะความสุกจากความรู้สึกสัมผัสว่าเนื้อแน่นแค่ไหนนั้นแทบทำไม่ได้จริงครับ

ถ้าคุณเคยได้ยินว่า… คุณสามารถเช็คความสุกได้จากการเทียบความแน่นของเนื้อกับความแน่นของเนื้ออุ้งมือของคุณ

เช่น ให้คุณเอานิ้วโป้งแตะกับนิ้วกลางแล้ว ความแน่นของเนื้อที่อุ้งมือ จะเท่ากับความแน่นของสเต็กที่ Medium Rare พอดี… นี่เป็นความเข้าใจที่ผิดครับ!

ทำไมเป็นอย่างนั้นน่ะเหรอครับ ขอให้ผมอธิบายแบบง่ายๆ อย่างนี้ครับ

  • ความแน่นของเนื้ออุ้งมือของคุณ กับเนื้ออุ้งมือของผมไม่เท่ากันใช่ไหมครับ
  • แล้วถามว่า เนื้อวัวเขียง, เนื้อวัวไทยโคขุน, เนื้อไทยวากิว, เนื้อ grass fed เมืองนอก, เนื้อวากิว MS 4/5, เนื้อวากิว MS9+ และอื่นๆ อีกมากมาย นั้นมีความนุ่มแน่นเท่ากันไหม? ก็ไม่เท่ากันใช่ไหมครับ
  • แล้วเนื้อแต่ละส่วน เช่น Rump, Ribeye, Tenderloin, Tritip, Picanha ต่อให้เป็นสายพันธ์เดียวกันจากวัวตัวเดียวกัน ก็ความนุ่มแน่นไม่เท่ากันครับ

เมื่อเป็นแบบนี้แล้ว เราจะใช้ความแน่น/นุ่มของเนื้ออุ้งมือมาเป็นบรรทัดฐานในการประเมินความสุกของสเต็กได้ยังไงครับ

อ่าว แล้วทำไมเชฟตามร้านอาหารเค้าใช้วิธีนี้กันล่ะ

ต้องทำความเข้าใจก่อนนะครับว่า พ่อครัวหรือเชฟตามร้านอาหารนั้นเค้าย่างสเต็กวันละเป็น 10 เป็น 100 ชิ้นครับ

และพวกเค้าก็ย่างสเต็กส่วนเดิมๆ ใช้เนื้อจากฟาร์มเดิมอยู่ตลอดครับ ทำให้เค้าพอจะกะประมาณความสุกของสเต็กได้จากสัมผัสความแน่น/นุ่มของเนื้อได้ครับ

ส่วนคนธรรมดาอย่างเราๆ ที่นานๆ ย่างเนื้อที หรือเต็มที่ก็สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ครั้งละไม่กี่ชิ้น แถมแต่ละครั้งยังซื้อเนื้อแตกต่างกันมาย่างอีกด้วย

ผมมองว่าคนทั่วไปคงไม่สามารถจับความสุกจากความรู้สึกนุ่ม/แน่นโดยใช้ประสพการณ์ได้ครับ

ดังนั้น ใช้ Meat Thermometer นะครับ

หรือถ้าคุณอยากทราบเรื่องที่วัดอุณหภูมิเนื้อแบบลึกๆ เลยสามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ Meat Thermometer Encyclopedia: ทุกอย่างที่คุณต้องรู้เกี่ยวกับที่วัดอุณหภูมิเนื้อ ครับ

อุปกรณ์วัดอุณหภูมิเตา (Oven Thermometer)

อีกหนึ่งอุปกรณ์ที่สำคัญมากที่ต้องลงทุนก็คือ อุปกรณ์วัดอุณหภูมิเตา (Oven Thermometer) ครับ

อย่าเพิ่งตกใจว่า “ต้องซื้อของอีกแล้วเหรอเนี่ย” ครับ

เพราะส่วนมากแล้วเตาบาร์บีคิว (โดยเฉพาะแบบที่มีฝาปิด) มักจะมี Oven Thermometer ติดมาด้วยอยู่แล้ว

สิ่งที่คุณจำเป็นต้องทำก็เพียงแค่เช็คว่า Oven Thermometer ที่ติดอยู่กับเตานั้น ยังใช้ได้ดีหรือไม่ครับ

ก่อนที่จะเขียนบล๊อกนี้แค่ 2-3 วัน ผมเพิ่งไปย่างเนื้อแบบ Reverse Sear ที่บ้านเพื่อนที่เพิ่งซื้อเตาบาร์บีคิวใหม่มา เป็นเตาย่างแบบใช้ถ่านและมีฝาปิดครับ

ผมเลยได้ประเดิมเตาของเค้า

พอเริ่มก็ติดถ่านใส่เข้าไปแล้วก็ปิดฝาเพื่อพยายามจะให้อุณหภูมิไปอยู่ที่ 275F

แล้วก็แปลกใจว่า เอ.. ทำไมถึงดันอุณหภูมิไม่ขึ้นซะที

ก็ไปติดถ่านมาใส่เพิ่มอีกครับ

รอๆๆๆ ไปจนเสียเวลาไปเกือบครึ่งชั่วโมง เลยมาฉุกใจคิดได้ว่า สงสัย Oven Thermometer จะไม่ทำงาน

ผมเลยเอาตัว Oven Thermometer ของผมเองไปวัดดู

โอ้โห ปรากฏว่าอุณหภูมิวิ่งไปถึง 350-375F ทั้งๆ ที่ผมปิดช่องอากาศทั้งหมดของเตาแล้วด้วยซ้ำครับ

ผมเลยอย่างให้คุณคิดดูว่า…

ถ้าผมเอาเนื้อวางลงไปอบโดยที่ไม่ได้เช็คอุณหภมิก่อน แล้วยังใส่ถ่านเพิ่มเข้าไปเพื่อพยายามจะดันอุณหภูมิเพิ่มอีก

ผมคงเสียเนื้อดีๆ ไปหลายพันบาทไปแล้วครับ

อย่างให้เรื่องแบบนี้ เกิดขึ้นกับคุณนะครับ

ถ้าคุณมีอุปกรณ์วัดอุณหภูมิเตา (Oven Thermometer) แล้วใช้เตาครั้งแรก ควรตรวจเช็คก่อนให้เรียบร้อยว่า Oven Thermometer ทำงานปกติหรือไม่

และถ้าคุณไม่มี ผมแนะนำว่าคุณควรพิจารณาซื้อมาติดครับ

ข้อแม้และข้อจำกัด ของการทำ Reverse Sear

ข้อจำกัดการ Reverse Sear
ข้อจำกัดการ Reverse Sear

ที่ผ่านมาผม Reverse Sear เนื้อมาแล้วแทบทุกส่วนที่ฮิตๆ (และไม่ฮิต) กันครับ อย่างเช่น

ทุกๆ ครั้งที่ Reverse Sear ออกมา ไม่มีครั้งไหนที่เนื้อเสียและ overcook จนทานไม่ได้ หรือ undercook แบบดิบจนกินไม่ได้ครับ

มาถึงจุดนี้ ฟังดูเหมือนการทำ Reverse Sear นั้นเป็นสุดยอดวิธีย่างสเต็กที่ไม่มีข้อเสีย แต่จริงๆ แล้วการทำ Reverse Sear ก็มีข้อแม้และข้อจำกัดครับ

Reverse Sear ต้องใช้เนื้อหนาๆ

ต้องย่างเนื้อหนา 1.5 นิ้วขึ้นไป (ยิ่งหนา ยิ่งดี)
ต้องย่างเนื้อหนา 1.5 นิ้วขึ้นไป (ยิ่งหนา ยิ่งดี)

หนึ่งเรื่องที่ลืมไม่ได้ คือสเต็กหรือเนื้อนั้นจำเป็นต้องหนาอย่างน้อย 1.5 นิ้ว เพื่อให้การย่างแบบ Reverse Sear นั้น ได้ผลเต็มที่

ดังนั้น ถ้าคุณต้องการจะย่างสเต็กที่บางกว่านี้ คุณควรใช้วิธีย่างแบบอื่น เช่น การทำ Pan Sear หรือ Hot and fast

ในทางกลับกัน คุณสามารถที่จะ Reverse Sear เนื้อที่มีขนาดใหญ่มากๆ เช่น พวก Standing rib ได้สบายๆ ครับ

ใช้เวลานานกว่าการย่างทั่วไป

อีกจุดอ่อนของการทำ Reverse Sear คือเรื่องเวลานี่ล่ะครับ มาลองดูกันชัดๆ ครับ

เนื้อสเต็กตัดหนา 1.5 นิ้ว ถ้าทำ Reverse Sear ก็มักใช้เวลาราวๆ 40-60 นาที ในขณะที่การทำ Pan Sear อาจใช้เวลา 10-20 นาทีครับ

คุณจะต้องวางแผนให้ดีว่าคุณต้องการเสริฟ์ตอนไหนครับ หรือคุณอาจสงสัยว่าใช้เวลาเยอะขนาดนั้นจะคุ้มเหรอ?

ผมบอกได้แค่ว่า ถ้าคุณได้ทำ Reverse Sear ซักครั้งแล้ว ก็ยากที่คุณจะกลับไปย่างแบบอื่นครับ

สรุปวิธีการย่างสเต็กแบบ Reverse Sear

สรุปวิธีการย่างสเต็กแบบ Reverse Sear
Reverse seared Wagyu Tomahawk หนา 2.5 นิ้ว

การย่างเสต็กแบบ Reverse Sear นั้น จริงๆ แล้วง่ายนิดเดียวครับ

เริ่มจากการใส่เครื่องเทศที่คุณชอบ ลงบนสเต็กชิ้นหนากว่า 1.5 นิ้ว ขึ้นไป (สำหรับผม ใช้แค่เกลือทะเลบดหยาบ กับพริกไทยดำบดหยาบเท่านั้นครับ)

จากนั้น เอาเนื้อไปใส่เตาอบที่ pre-heat ไว้แล้ว ที่อุณหภูมิระหว่าง 225F – 275F ครับ

ถ้าคุณใช้เตาย่างแบบมีฝาปิดล่ะก็ให้เอาเนื้อไปอยู่ฝั่งที่เย็นกว่าครับ คือถ้าเป็นเตาถ่านให้คุณเอาถ่านไปไว้ด้านนึง แล้วเอาเนื้อไปไว้อีกด้านนึงนะครับ

หรือถ้าเป็นเตาย่างแบบแก๊สก็ให้เปิดแก๊สด้านนึง แล้วเอาเนื้อไว้อีกด้านนึงครับ

อย่าปล่อยให้เนื้ออยู่ใกล้หรือเหนือแหล่งความร้อน (ถ่านหรือแก๊ส) โดยตรงครับ

ถ้าคุณใช้เตาอบตามบ้านก็เอาเนื้อวางบนตะแกรงแล้วหาถาดหรือพวก banking sheet มารองกันน้ำจากเนื้อหยดไหม้ในเตาได้นะครับ

อบจนเนื้อได้อุณหภูมิประมาณ 80F แล้วพลิกเนื้อหนึ่งครั้งครับ โดยปกติขั้นตอนนี้ จะใช้เวลาประมาณ 15-30 นาทีครับ

จากนั้น อบต่อจนได้อุณหภูมิภายในชิ้นเนื้อต่ำกว่าอุณหภูมิของระดับความสุกที่คุณต้องการประมาณ 10-15F (ปกติผมใช้ 10F ครับ) แล้วก็ดึงเนื้อออกจากเตา

นำเนื้อที่เอาออกจากเตาไปวางพักบนตะแกรง ประมาณ 5-10 นาที ในที่ๆ ไม่เย็นนะครับ

ถ้าคุณอยู่ในห้องแอร์ ให้เอาเนื้อไปพักในไมโครเวฟ หรือไว้นอกบ้านที่ไม่ได้เย็นมากครับ

ระหว่างรอให้เตรียมตั้งกระทะให้ร้อนราวๆ 450-500F (สังเกตได้จากที่น้ำมันเริ่มขึ้นควัน) หรือเตาย่างถ่านให้ร้อนที่สุดเท่าที่คุณจะทำได้

จากนั้น ก็นำเนื้อไป Sear ด้านละประมาณ 1 นาที จนด้านนอกได้ความกรอบเกรียมตามที่คุณต้องการ

เสร็จแล้วครับ นำไปเสริฟได้เลยครับ

รายละเอียดอุณหภูมิกับระดับความสุก

ระดับความสุกอุณหภูมิที่ดึงออกจากเตาอบอุณหภูมิเป้าหมายตามความสุก
Rare105F (40C)120F (49C)
Medium-Rare115F (46C)130F (54C)
Medium125F (52C)140F (60C)
Medium-Well135F (57C)150F (66C)

ขั้นตอนการย่างสเต็กแบบ Reverse Sear อย่างละเอียด

ขั้นตอนการย่างสเต็กแบบ Reverse Sear
ขั้นตอนการย่างสเต็กแบบ Reverse Sear

เตรียมเนื้อให้พร้อม

เลือกซื้อสเต็กดีๆ ตัดหนา 1.5 นิ้วขึ้นไปนะครับ ยิ่งหนายิ่งดี อย่าลืมว่าคุณกำลังจะใช้เวลาพอสมควรกับการทำ Reverse Sear ดังนั้น ใช้เนื้อดีๆ ให้ย่างออกมาแล้วฟินกันไปดีกว่าครับ

นอกจากนั้น ใช้ Paper Towel ซับเนื้อทุกด้านให้แห้งที่สุดเท่าที่จะทำได้ครับ

Season ชิ้นสเต็ก

โรยเครื่องปรุงที่คุณชอบบนสเต็กครับ

คุณสามารถโรยเครื่องปรุงเยอะๆ ได้เลยครับ เพราะอย่าลืมว่าชิ้นสเต็กของคุณมีความหนากว่าที่คุณย่างแบบปกติ

ส่วนตัวผมโรยแค่เกลือทะเลบดหยาบ (หรือใช้ดอกเกลือ) กับพริกไทยดำบดหยาบครับ

ไม่แนะนำให้ใช้เกลือบ้านนะครับ หรือถ้าจะใช้จริงๆ ก็ใส่ให้น้อยไว้ครับ เพราะว่าเกลือปรุงอาหารตามบ้านเค็มจัดมากครับ เค็มจนขมเลยบางที

เพิ่มเติมครับ ถ้ามีเวลาผมแนะนำให้คุณทำ Dry brine เพื่อดึงศักยภาพของเนื้อออกมาให้เต็มที่ครับ

อุ่น (Pre-heat) เตา

อุ่นเตาให้ได้อุณหภูมิระหว่าง 225F – 275F ครับ

ในความเป็นจริง อุณหภูมิยิ่งต่ำ เนื้อด้านในจะยิ่งสุกทั่วถึงครับ แต่ในขณะเดียวกันคุณก็จะต้องยิ่งใช้เวลานานครับ

ถ้าคุณใช้เตาย่างแบบมีฝาปิดที่ใช้ถ่าน ให้คุณสร้างเตาเป็น 2 โซน โดยวางถ่านไว้ด้านนึงของเตา (ฝั่งนี้จะเป็นฝั่งที่รับความร้อนทางตรงจากถ่าน) แล้วก็ปล่อยอีกด้านให้ว่างๆ ไว้ครับ (ฝั่งนี้จะเป็นฝั่งที่รับความร้อนทางอ้อมจากถ่าน) ซึ่งความร้อนที่ได้จากฝั่งนี้จะคล้ายกับการอบครับ

ข้อควรระวัง สำหรับคนที่ใช้เตาอบตามบ้านไม่ค่อยน่าเป็นห่วงเท่าไหร่ แต่สำหรับคนที่ใช้เตาย่างแบบมีฝาปิด โดยเฉพาะที่ใช้ถ่าน ขอให้ดูให้ดีกว่าอุณหภูมินิ่งดีแล้วหรือเปล่าครับ ไม่อย่างนั้นคุณอาจจะจบที่อุณหภูมิเตาที่สูงกว่าที่คุณตั้งใจเยอะได้ง่ายๆ ครับ

อบชิ้นเนื้อสเต็ก (Slow-cook)

นำชิ้นเนื้อสเต็กไปวางในเตาอบ เพื่อให้เนื้อค่อยๆ สุกอย่างช้าๆ

  • ถ้าเตาอบของคุณเป็นเตาอบตามบ้าน แล้วไม่มีชั้นตะแกรงวาง ให้คุณหาตะแกรงมาวางเนื้อก่อนนะครับ เพราะคุณต้องการให้ความร้อนเข้าถึงชิ้นเนื้ออย่างทั่วถึงครับ และหาถาดมารองใต้ชิ้นเนื้อสเต็กด้วยก็จะดีมากครับ เพราะระหว่างอบจะมีน้ำมัน หรือน้ำเนื้อไหลออกมาบ้างครับ เวลาทำความสะอาดเตาอบจะได้ไม่เหนื่อยเกินไปครับ
  • ถ้าคุณใช้เตาย่างแบบมีฝาปิด ให้เอาเนื้อวางไว้ในฝั่งที่ไม่มีถ่านนะครับ วางให้ไกลถ่านที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ครับ

เช็คความอุณหภูมิภายในเนื้อโดยใช้ Meat Thermometer ในการวัดไปที่กลางชิ้นเนื้อ

หลีกเลี่ยงไม่ให้ตัว Meat Thermometer ไปโดนกระดูกหรือไขมันก้อนใหญ่ๆ ครับ เพราะการวัดอุณหภูมิจะเพี้ยนได้ เนื่องจากกระดูกและไขมันสามารถนำความร้อนได้ดีกว่าเนื้อวัวครับ

  • ช่วงแรกอาจทิ้งเนื้อไว้ในเตาประมาณ 15-20 นาที แล้วค่อยเปิดเช็คครั้งแรกครับ
  • จากนั้น เช็คทุก 5-10 นาที ครับ
  • พลิกเนื้อ 1 ครั้งเมื่ออุณหภูมิภายในชิ้นเนื้อเกิน 80F ครับ
  • เมื่ออุณหภูมิใกล้ถึงจุดที่คุณต้องการ คุณอาจเช็คถี่กว่า 5 นาทีได้ครับ

นำชิ้นเนื้อออกจากเตาเมื่ออุณหภูมิภายในของเนื้อต่ำกว่าอุณหภูมิความสุกที่คุณต้องการประมาณ 10-15F ครับ (ดูตารางด้านบน)

พักเนื้อ

นำเนื้อที่เอาออกจากเตาอบ ไปวางบนตะแกรงประมาณ 5-10 นาที ในที่ๆ ไม่เย็นนะครับ (ไม่ใช่ห้องแอร์)

และถ้าเป็นไปได้ ให้เอาฟอล์ยมาครอบไว้นะครับ (ครอบนะครับ ไม่ใช่ห่อ – ทำเหมือนกางเต้นท์ครอบเนื้อไว้ครับ)

การพักเนื้อนี่จะช่วยให้เนื้อได้คงความฉ่ำไว้ครับ

ถ้าไม่ทำขั้นตอนนี้ เวลาหั่นออกมาแล้วน้ำเนื้อจะไหลออกมาเยอะมากแล้วเนื้อจะแห้งกระด้างไปเลยครับ

ถ้าคุณอยู่ในห้องแอร์ ให้เอาเนื้อไปพักในไมโครเวฟ หรือไว้นอกบ้านที่ไม่ได้เย็นมากครับ

Sear สเต็กให้กรอบเกรียม

ในระหว่างที่คุณพักเนื้ออยู่ ให้คุณเตรียมกระทะหรือเตาให้พร้อม Sear ครับ

กรณีคุณใช้กระทะในการ Sear ให้คุณ

  • ตั้งกระทะเปล่ากับไฟแรงที่สุดเท่าที่คุณมี
  • ใส่น้ำมันให้พอเคลือบก้นกระทะก่อนที่จะเอาเนื้อลง
  • พอน้ำมันเริ่มขึ้นเป็นควัน (กระทะมีอุณหภูมิประมาณ 450-500F) ให้รีบนำเนื้อวางลงในกระทะทันที
  • ทิ้งไว้ประมาณ 30-45 วินาที จนผิวเนื้อกรอบเกรียมเป็นสีน้ำตาลเข้ม
  • พลิกชิ้นเนื้อสเต็กเพื่อ Sear อีกด้าน แล้วทำเหมือนเดิม
  • เอาที่คีบมาคีบชิ้นเนื้อสเต็กแล้ว Sear ผิวด้านข้าง (แต่ไม่ต้องให้เกรียมเท่ากับด้านบนกับล่างก็ได้ครับ แล้วแต่ชอบ)

กรณีคุณใช้เตาบาร์บีคิวแบบมีฝาปิด ให้คุณ

  • กรณีเตาแก๊ส ให้ตั้งไฟให้แรงที่สุดเท่าที่คุณจะทำได้ (เปิดแก๊สให้เต็มที่แล้วปิดฝา) รอจนอุณหภูมิเตาถึงประมาณ 500F
  • กรณีใช้เตาถ่าน ให้ติดถ่านให้เต็ม Charcoal Chimney แล้วเทลงในเตา
  • นำเนื้อวางลงบนตะแกรงย่าง ด้านละ 1 นาที (โดยประมาณ) จนผิวเนื้อกรอบเกรียมสวยงาม
  • ให้หมั่นขยับเนื้อหนีเปลวไฟที่เกิดจากไขมันของเนื้อหยดลงในเตา เพราะเปลวไฟจะมีความร้อนสูงมากๆ อาจทำให้เนื้อด้านในสุกมากกว่าที่คุณต้องการได้ครับ

ได้เวลาเสริฟ

พอ Sear เสร็จแล้วคุณสามารถหั่นทานได้เลย โดยไม่จำเป็นต้องพักเนื้ออีกแล้วเพราะว่าการทำ Reverse Sear คุณไม่จำเป็นต้องพักเนื้อก่อนที่จะหั่นทานเหมือนการทำสเต็กด้วยวิธีทั่วๆ ไป

คำถามที่พบบ่อย

เวลา Reverse sear ในเตาอบ (ทั้งเตาใหญ่หรือเตาติ๊ง) นี่ตั้งไฟแบบไหน?

ปกติผมใช้ไฟบน-ล่างเลยครับ

แนะนำเพิ่มเติมนะครับ สำหรับครั้งแรกๆ ที่ทำ Reverse sear ในเตาอบ ผมแนะนำให้ใช้ไฟที่ต่ำที่สุดไว้ก่อนนะครับ (เตาทั่วไปน่าจะตั้งตำ่ได้สุดราวๆ 212F หรือ 100C) จนกว่าที่คุณจะรู้ใจเตาของคุณ เหตุผลคือ แต่ละเตาบางทีให้ความร้อนไม่เท่ากันครับ แม้ว่าจะตั้งอุณหภูมิเท่ากันก็ตาม และอุณหภูมิจริงในเตากับอุณหภูมิที่ตั้งไว้ ก็มักจะไม่เท่ากันด้วยครับ

เวลา Reverse sear ในเตาอบ เราต้องมัดเนื้อไหม

ทั่วๆ ไปไม่จำเป็นต้องมัดครับ กรณีที่ผมแนะนำให้มัดเนื้อจะเป็นดังนี้ครับ

  • กรณีเนื้อที่ใช้มีโอกาศหลุดเป็นชิ้นๆ สูง และมี Beef Marbling Score สูง เช่น ส่วนของ Ribeye ที่ประกอบด้วยกล้ามเนื้อหลายมัด หรือ Tomahawk ชิ้นหนาๆ ครับ
  • กรณีเนื้อหนาไม่เท่ากัน เช่น คุณทำเนื้อ Tenderloin Center Cut ที่มีรูปร่างทรงกระบอกที่ปลายฝั่งนึงเล็ก แต่อีกฝั่งนึงใหญ่กว่า ลักษณะนี้คุณอาจจะอยากที่จะมัดฝั่งใหญ่ให้แน่นหน่อยเพื่อให้มีขนาดพอๆ กันทั้งชิ้น ซึ่งจะช่วยให้เนื้อของคุณสุกสม่ำเสมอขึ้นครับ

สงสัยหรือมีคำถาม

คุณสามารถทิ้งคอมเม้นไว้ด้านล่างได้ หรือไปคุยกันที่ FB: Meat with Ray ได้เลยครับ

ที่ MeatwithRay ผมใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของทุกคน ซึ่งคุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้ที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถตั้งค่าเปิด/ปิดคุกกี้ได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้นี้ใช้ช่วยในปรับปรุงและพัฒนาเนื้อหาและเว็บให้ดีขึ้น ถ้าคุณไม่ยินยอมให้ใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถปรับปรุงและพัฒนาเนื้อหาและเว็บให้ดีขึ้นได้เท่าที่ควร
    Cookies Details

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย

    คุกกี้นี้ช่วยเก็บข้อมูลต่างๆ รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับคุณ เพื่อผมจะได้นำเสนอเนื้อหา ให้ตรงกับความเหมาะสมกับความสนใจของคุณให้มากที่สุด ถ้าหากคุณไม่ยินยอม ผมก็จะไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาและ/หรือโฆษณาให้ตรงกับความสนใจของคุณได้ดีพอ
    Cookies Details

บันทึกการตั้งค่า